วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

หัวใจของสาวกวัดนาป่าพง ทำด้วยอะไร


สถานการณ์ทางสังคมในปัจจุบันนี้  ที่ส่งผลกระทบต่อวัดนาป่าพงและพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เป็นไปในทางลบ  เพราะไม่ว่าจะเป็นมหาเปรียญ  นิสิต ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ ศิษย์กรรมฐานสายต่างๆ  รวมถึงบุคคลทั่วไปที่ได้ทราบพฤติกรรมจาบจ้วงผู้อื่นของพระคึกฤทธิ์ฯ ต่างแสดงความรู้สึกไม่พอใจ และต่อต้าน ติเตียน จนถึงวิวาทด่าทอ

ทุกวันนี้สาวกวัดนาป่าพงถูกระดมด่า จาบจ้วง  สาวกวัดนาป่าพงท่านนี้รู้สึกด้วยหรือว่าตนและพวกพ้องรวมถึงพระอาจารย์ตนเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

ทุกคนในสังคมที่เขาติเตียนอาจารย์คุณและพวกพ้องของคุณ ก็ติเตียนด้วยพยานหลักฐานทั้งสิ้น คุณกลับกล่าวว่าเขากล่าวข้อความเท็จ

ในขณะที่ อาจารย์คุณกล่าวข้อความเท็จโดยไม่มีหลักฐานว่า
“โยมก็จะเห็นพระจำนวนมากใช่มั้ย อย่างใน มจร มมร นั่งเรียนคำแต่งใหม่หมดเลย เพราะเขาไม่เห็นโทษไง เปรียญหนึ่งถึงเก้า โยมไปดูตำราเปรียญหนึ่งถึงเก้า ตำราแต่งใหม่หมดเลย ตำราอรรถกถา 
นักธรรมตรี โท เอก ก็อรรถกถา เขาจะสอนเลยนะ ไปซื้อนักธรรมโท นักธรรมเอก วิธีทำน้ำมนต์ทำยังไง เขาจะสอนพวกนักธรรมไว้หมดเลย วิธีปลุกเสกทำยังไง สวดภาณยักษ์ทำยังไง เขาเอาเดรัจฉานวิชามาสอนให้พระทำเห็นไม๊ คือความเข้าใจผิด นี่เขาก็ไประดมซื้อหนังสือพระมาลัยมาทั้งท้องตลาดเลย มันมีกี่รุ่นกี่เวอร์ชั่น แล้วแต่งกันบานออกไปเต็มไปหมดเลยนะ อย่างเนี้ย นี่ก็กำลังให้ไปหาหนังสือของกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ท่านยืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะได้มีเรฟเฟอร์เร้นท์ไว้ในมือ” 

ข้อความดังกล่าว เป็นการใส่ความผู้สอนและผู้เรียนปริยัติธรรมในมหาวิทยาลัยสงฆ์  นักธรรม เปรียญธรรม  ว่า  สอนการทำเดรัจฉานวิชา  ซึ่งไม่เป็นความจริง ในการกล่าวใส่ความดังกล่าว บุคคลที่คุณเรียกเขาว่าอาจารย์  ได้กล่าวลอยๆ โดยไม่มีหลักฐานว่าหนังสือเรียน หรือการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยสงฆ์นั้น เป็นการเรียนการสอนเดรัจฉานวิชาแต่อย่างใดหรือไม่ได้เรียนพุทธวจนะแต่อย่างใด

“ศาสดาบัญญัติหรือว่าพระต้องเรียนอันนั้น ใครบัญญัติ ใครสร้างหลักเกณฑ์นี้ขึ้นมา  มาถูกสร้างยุคหลังๆ สมัย ร.๔, ร๕ นี่เอง พุดเจ้าไม่ได้บัญญัติเปรียญ ๑-๙ ไม่ได้บัญญัตินักธรรมตรี โท เอก พุดเจ้าบัญญัติธรรมและวินัย  เนี่ยเรา...มันสับสน มันฝังลึกมานานนะ มันอยู่ในระบบสังคมจนผิดมายาว มันแก้ยากเหมือนกันนะ  โยมไปถามพวกเรียนเปรียญ ๑-๙ เขาไม่รู้จักพุทธวจนะด้วย  แล้วแถมว่านอกจากเรียนอรรถกถาแล้ว ยังไปเรียนนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์  ไปเป็นด๊อกเตอร์จบปริญญาตรี โท เอก แล้วก็สึกมาทำงานทางโลก พวกนี้นี่เบียดบังสังคมนะ กินฟรี นอนฟรี จบปริญญาตรี มาทำงานกับโยม โยมนั่งรถเมล์แทบตาย เหนื่อย หาเงินเช้าเย็น ไอ้พวกนี้เรียนฟรีหมดเลย นี่ถ้าเป็นระบบคอมมิวนิสต์นี่โอ้โหโดนโจมตีตายเลย  คุณบวชเป็นสมณะแล้ว เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว ไม่ใช่มุ่งหมายไปเอาปริญญาตรี โท เอก คุณไปเทียบให้เขาทำไม  ไม่มีสิทธิเทียบ ”  

ผลของคำส่อเสียดของอาจารย์คุณ ทำให้เกิดการจาบจ้วงผู้ศึกษาพระไตรปิฎก บาลี และอรรถกถา จากสาวกอย่างพวก  คุณมีสิทธิอะไรไปจาบจ้วงด่าทอเขา




ในวันที่อาจารย์คุณด่า มจร มมร เปรียญธรรม นักธรรม ว่าเรียนเดรัจฉานวิชา ไม่เรียนพุทธวจนะ เบียดบังสังคม แล้วสาวกสารเลวก็พากันเข้าไปชี้หน้าด่าพวกเขาและครูบาอาจารย์พวกเขา คุณเคยคิดถึงหัวอกพวกเขาบ้างหรือไม่

เวลาอาจารย์ตัวด่าคนอื่นก็บอกว่าอาจารย์พูดความจริง ทั้งๆ ที่คุณไม่เคยไปศึกษาเรียนรู้หรือสอบถามเปรียญสักคนว่าไม่รู้พุทธวจนะจริงหรือไม่

ความยุติธรรมอยากเรียกร้องให้ตัวเอง ในขณะที่ยัดเหยียดความอยุติธรรมให้ผู้อื่น

นี่คือสัจจะที่คุณต้องเรียนรู้
คุณรักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด ผู้อื่นก็รักสุขเกลียดทุกข์ฉันนั้น
 “ดูกรพราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย ผู้ใดพึงทำลายประโยชน์ของเราด้วยการกล่าวเท็จ ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ถ้าเราพึงทำลายประโยชน์ของคนอื่นด้วยการกล่าวเท็จ ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น...อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้แล้วตนเองย่อมงดเว้นจากมุสาวาท...

“....อีกประการหนึ่ง ผู้ใดพึงยุยงเราให้แตกจากมิตรด้วยคำส่อเสียด ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ถ้าเราพึงยุยงเราให้แตกจากมิตรด้วยคำส่อเสียด ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น...อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้แล้วตนเองย่อมงดเว้นจากปิสุณาวาจา (คำส่อเสียด)...

“....อีกประการหนึ่ง ผู้ใดพึงพูดกับเราด้วยคำหยาบ ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ถ้าเราพึงพูดกับเราด้วยคำหยาบ ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น...อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้แล้วตนเองย่อมงดเว้นจากผรุสวาจา (คำหยาบ)....

“....อีกประการหนึ่ง ผู้ใดพึงพูดกับเราด้วยคำเพ้อเจ้อเหลวไหล ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ถ้าเราพึงพูดกับเราด้วยคำเพ้อเจ้อเหลวไหล ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น...อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้แล้วตนเองย่อมงดเว้นจากคำเพ้อเจ้อเหลวไหล....”

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

พระสูตรนี้ว่าด้วยการน้อมเข้ามาใส่ตน หรือให้นึกถึงอกเขาอกเรา  คุณเคยคิดและทำบ้างหรือไม่
ถ้าอาจารย์คุณประพฤติดี มีศีล มีธรรม ใครเล่าจะติเตียนได้  แต่นี่ถ้อยคำส่อเสียด ด่าทอดังกล่าวล้วนออกมาจากปากอาจารย์คุณทั้งสิ้น

ผลกรรมที่คุณทำนี้ จะทำให้ทั้งชีวิตคุณไม่สามารถเรียกหาความยุติธรรมใดๆ ได้อีกเลย เมื่อถึงวันที่วิบากแห่งกรรมสนองกลับพวกคุณ  จงระลึกถึงเหตุแห่งกรรมนี้ไว้สอนใจตนให้ดีก็แล้วกัน
ณ วันนี้ อาจารย์ของคุณ กำลังรับกรรมนั้นอยู่  โปรดเรียนรู้และทำความเข้าใจ

หัวใจของพวกคุณทำด้วยอะไร จึงได้คับแคบนัก


ไม่มีความคิดเห็น: