แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาบาลี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาบาลี แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

พระคึกฤทธิ์ โสตฺผโล วาทะกรรม พระธรรมทนต่อการพิสูจน์



จากข้อความในบทสัมภาษณ์นี้ ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่า “ท่านเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า”  ท่านกล่าวว่า คำสอนของพระศาสดาทนต่อการพิสูจน์  ท่านเข้าใจผิดหรือเปล่าว่า จะมีใครไปทำลาย ไม่เคารพนับถือ พระศาสดาเหมือนที่ท่านเพียรเป่าหูสาวกท่านตลอดเวลา จนหลงเชื่ออย่างจมปลักและงมงาย

สิ่งที่ประชาชนเขาจะพิสูจน์ คือ คำของท่าน ไม่ใช่ธรรมของพระศาสดา  ก็คำที่ท่านพูดกลับไปกลับมา กล่าวตู่คำพระศาสดากล่าวตู่พระบาลี ใส่ความคนอื่นโดยไม่มีมูลความจริง โดยไม่มีหลักฐาน  ท่านแสดงพุทธวจนะวันละกี่พระสูตร    ท่านเปิดตัวภายใต้แบรนด์เนม “พุทธวจน”  ท่านกล่าวคำพระศาสดากี่พระสูตร นอกจากที่ลอกงานท่านพุทธทาสมาพิมพ์แจกบ้างขายบ้าง (หลักฐานมี ไว้บทความต่อไปจะแสดงเรื่องนี้) ข้าพเจ้าดูคลิปไหน ก็เห็นแต่ ๑. ท่านด่าชาวบ้าน ติเตียนคนอื่น ไม่เว้นแม้แต่พระอรรถกถาจารย์ผู้ล่วงลับ หลวงพ่อสดผู้ล่วงลับ กรรมนี้จะทำให้ท่านแม้มรณภาพก็ยังถูกคนติฉินนินทา  ๒. โฆษณาหนังสือตัวเอง  ๓. ตอบคำถามแบบอธิบายเอาเอง หลักฐานหรือ คลิปนี้เลย  ส่วนคลิปรวมพฤติกรรมทั้งหมด ไว้บทความหน้า



ข้าพเจ้าอ่านว่า พุด ทะ วะ จน เพราะอักษรตัวท้ายไม่ใช่สระ แต่เป็นพยัญชนะแม่กน นอกจากท่านจะเอาดีไม่ได้ทางบาลีแล้ว ยังเพลียภาษาไทยอีก

ท่านจึงต้องเข้าใจใหม่ว่า  ไม่มีใครไม่เคารพพระศาสดา แต่เขาไม่เคารพท่าน ไม่นับถือท่าน  ท่านอย่าเอาพระศาสดามาเป็นโล่ห์ ด้วยการบอกว่า ใครค้านท่านคือค้านพระศาสดาเพราะท่านพูดคำพระศาสดา (ช่างตรงข้ามกับหลักฐานที่ข้าพเจ้ามีเสียเหลือเกิน)  สาวกของท่านจึงทุ่มสุดตัวเพื่อปกป้องคำพระศาสดาแบบหลงประเด็น ท่านไม่มีความเมตตาต่อสาวกของท่านเลย ท่านใช้พวกเขาเป็นโล่ห์มนุษย์ไม่ต่างจากม๊อบการเมือง เพื่อป้องกันคนโจมตีท่าน จนขณะนี้สาวกของท่านถูกข้าพเจ้าดำเนินคดีอาญาไปแล้วสองราย

ท่านสร้างความเกลียดชังให้ชาวพุทธด้วยกัน ด้วยการเป่าหู ล้างสมองสาวกท่านว่าคนเหล่าอื่นที่ค้านท่านนั้น ไม่มีความรู้พุทธวจนะ และค้านคำพระศาสดา ท่านอาศัยศรัทธาที่ชาวพุทธมีต่อพระศาสดาขโมยมาเป็นของตน  คนเราเมื่อรัก โลภ โกรธ หลง เข้าครอบงำ จะด๊อกเตอร์หรือ ป.๔ ก็โง่และหลงเชื่อคำยุยงได้เท่ากัน ไม่งั้นคงไม่มีคนมีความรู้สูง อยู่บนเวทีสารพัดสีทางการเมืองด้วยอำนาจแห่งความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง

ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านและสาวกจดจำและทำความเข้าใจให้ถูกว่า  “ไม่มีใครพิสูจน์คำพระศาสดา มีแต่พิสูจน์คำท่าน”  ที่บ้านเมืองนี้ไม่มีเดียรถีย์ ทุกคนล้วนเป็นชาวพุทธด้วยกัน ล้วนเคารพรักพระศาสดาเหมือนกัน  การที่เขาจะเคารพรักครูบาอาจารย์ของเขา ก็ไม่ต่างจากที่ศิษย์ของท่านรักท่าน เคารพในตัวท่าน ท่านจึงไม่ควรอาศัยศรัทธาที่พวกเขามีต่อพระศาสดายืมมือพวกเขาไปประหารใคร

นี่อีกหนึ่งในศิษย์ที่ท่านยืมมือเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว





ควรหรือไม่  ท่านจะใช้ศรัทธาที่ชาวพุทธมีต่อพระศาสดามากร่นด่าชาวพุทธด้วยกัน

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การสอนวิธีคิดแบบหักใน ไม่ใช่หักมุม ของพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เกี่ยวกับภาษาบาลี

ข้าพเจ้าได้ฟังคลิปหลายๆ คลิป ที่พระคึกฤทธิ์พูดถึงภาษาบาลีว่าสอนแบบผิดๆ ไม่ได้สอนบาลีจากพุทธวจนะ  พระพุทธเจ้าไม่เคยบัญญัติให้เรียนไวยากรณ์บาลี

คำสอนแบบนี้ของท่านคึกฤทธิ์ ถูกแบบหักใน  คำว่าถูกแบบหักในนี้ ข้าพเจ้าคิดขึ้นมาได้จากเดี่ยวไมค์โครโฟนของคุณโน๊ต  มันหักใน คือ แสดงออกมาไม่หมด ไม่ว่าด้วยปัญญาอันน้อยก็ดี  หรืออั้นเก็บไว้ก็ดี

ถูกอยู่ที่พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เรียนไวยากรณ์  และพระคึกฤทธิ์ก็ยอมรับว่า พระพุทธเจ้าตรัสภาษาบาลี  นั่นเพราะ ภาษาบาลีเป็นภาษาปกติที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ ชาวอินเดียใช้กันในสมัยพุทธกาล เหมือนที่เราใช้ภาษาไทย พูดภาษาไทย ต่อให้เราไม่ได้เข้าเรียนอนุบาล เราก็พูดภาษาไทยได้ ฟังภาษาไทยรู้เรื่อง ขาดแต่อ่านกับเขียนเท่านั้น 

แต่ท่านคึกฤทธิ์และสาวก  รวมถึงตัวข้าพเจ้าและผู้อ่านทุกท่าน  ท่านใช้ภาษาบาลีเป็นปกติหรือไม่  ถ้าไม่  ท่านจะอ่านและแปลภาษาบาลีออกได้อย่างไร  ท่านคึกฤทธิ์อ่านภาษาบาลีอักษรไทยออกได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครสอนท่านอ่าน  ท่านรู้ได้อย่างไรว่าจุดข้างล่างตัวอักษรต้องอ่านอย่างไร  จุดกลมๆ ข้างบนต้องอ่านอย่างไร  ใครสอนท่านหรือ  หรือว่าท่านรู้ได้เอง  วิธีทดสอบไม่ยาก  นำศัพท์บาลีสมาสยาวๆ ให้อ่าน จะรู้ได้เองว่าอ่านได้หรือไม่  หรือว่าเพียงแค่ท่องจำได้บางคำ

วิธีการคิดแบบสอบสวนทวนความ
ท่านทั้งหลาย เวลาท่านจะพูด อ่าน เขียน ฟัง ภาษาอังกฤษ ถ้าท่านไม่ได้เกิดในต่างประเทศ ฟังซ้ำๆ จนพูดตามได้  ท่านจะต้องเรียนการสนทนาหรือไม่  ท่านจะอ่านและเขียนได้ ท่านต้องเรียนไวยากรณ์หรือไม่  ภาษาอื่นๆ ก็เช่นกัน  แล้วไฉนท่านสาวกของท่านคึกฤทธิ์ทั้งหลายจึงไม่รู้จักวิธีคิดสอบสวนทวนความเช่นนี้เล่า  หลายๆ ท่านที่เป็นสาวกแน่นเหนียวของท่านคึกฤทธิ์ ก็เป็น ดร.  เป็นหมอ  เป็นนายตำรวจยศใหญ่โต  เป็นนายทหารยศใหญ่โต  เป็นเจ้าของธุรกิจและกิจการ  ท่านคิดสอบสวนทวนความแค่นี้ ไม่เป็นเทียวหรือ ถ้าท่านทั้งหลายรวมทั้งพระคึกฤทธิ์ ต้องการเรียนภาษาบาลีแบบพุทธวจนะ  ท่านคงต้องรอไปเกิดในอินเดียและในสมัยพุทธกาลหน้า ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์หน้า จะบัญญัติให้ใช้ภาษาบาลีในการศึกษาธรรมอ่ะนะ  ท่านก็จะได้ไม่ต้องเรียนไวยากรณ์แบบที่ทั้งโลกนี้เขาเรียนกัน


ควรหรือไม่ ที่ท่านจะเชื่อคำสอนแบบหักในเพียงแค่ความศรัทธาในตัวบุคคลที่ท่านเรียกว่า "พระอาจารย์" 

บาลีแบบพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล พุทธวจนสถาบัน เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง



ข้าพเจ้าได้ดูคลิปนี้แล้ว ข้าพเจ้าอดห่วงใยแม่กองบาลี แม่กองธรรม สมาคมเปรียญธรรม  พระเปรียญ  มหาเปรียญ  และที่อดห่วงที่สุดคือ พระสัทธรรมในประเทศไทยที่จะปฏิรูปเพราะคำแปลพระบาลีถูกปฏิรูป 

สกึ อ่านว่า สะ กิง เป็นนิบาต แปลว่า คราวเดียว 
เอว อ่านว่า เอ วะ  เป็นนิบาต แปลว่า นั่นเทียว  เมื่อศัพท์สองศัพท์รวมกันเป็น สกิเทว
แปลว่า คราวเดียวเท่านั้น

คำว่า “เทว” ที่เห็น ไม่ใช่เทวดา  แม้ศัพท์ว่า เทวดา จะมีรูปศัพท์ว่า เทว จริงดังท่านคึกฤทธิ์ว่า แต่ไม่ใช่ในกรณีสนธิศัพท์ หรือสมาสศัพท์เช่นนี้  คำว่า “เทว” นี้ จึงไม่ใช่ เทว ตามศัพท์เดิมที่แปลว่า เทวดา แต่คือ เอว (สกึ+เอว) ท่านคงเถียงข้าพเจ้าแน่ว่า เหตุใด จึงไม่เป็น สกึเอว เล่า  ก็เพราะมันเป็นศัพท์สนธิ  และท่านคงเถียงต่อว่า เหตุใดไม่เป็น สกิเอว เล่า ก็เพราะ เอว   เมื่อนำมาต่อกันแล้ว ต้องแปลงนิคหิตที่ สกึ (ตัวกลมๆ ที่อยู่บนสระอิ) เป็น ท เรียกว่า อาเทสนิคหิต เมื่อนำศัพท์มาสนธิ (เชื่อมกัน) อ จะหายไป จึงกลายเป็น สกิเทว (อ ที่ เอว หายไปเป็น เทว แทน ท นั้นมาจากการแปลงนิคหิตเป็น ท นั่นเอง ) 


วิธีการสนธิ  และหลักฐานว่า สกิเทว คือ สองศัพท์สนธิกัน







โหติ ไม่ใช่ แค่ มี, เป็น แต่แปลว่า ย่อมมี, ย่อมเป็น (ติแปลว่า อยู่, ย่อม, จะ) อยู่, ย่อม, จะ บอกความเป็นปัจจุบันกาล เหมือน is, am, are
เมื่อพบ ติ (is,am) อนฺติ (are) ท่านต้องแปลด้วย ท่านแปลภาษาอังกฤษอย่างไร ท่านก็แปลบาลีอย่างนั้น  แต่ท่านกลับไม่แปล  โหติ, โหนฺติ นี่ต่างหากที่แปลอย่างอื่นไม่ได้ ต้องแปลว่า "ย่อมเป็น" เช่น 
ททมาโน ปิโย โหติ แปลว่า ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก  / องฺ. ปญฺจก ๒๒/๔๔

อาคนฺตฺวา ท่านก็แปลผิดอีก สงสัยท่านคงเห็นว่า คล้ายๆ อาคันตุกะ (อาคนฺตุก) กระมั้ง เพราะท่านนิยมเทียบเอาคำคล้ายๆ ภาษาไทยเป็นคำแปล ตกลงท่านจะแปลบาลีเป็นไทย หรือมั่วไทยเป็นบาลีกันแน่หนอ

วิธีทดสอบไม่ยาก แค่ไปค้นหาคำแปลพระไตรปิฎกทั่วโลกว่า มีหรือไม่คำแปลอาคนฺตฺวา ว่า ผู้มาเยือน

ส่วนคำว่า เทฺว  อันนี้ อ่านว่า ทะ เว  แปลว่า  สอง  ท่านคึกฤทธิ์ออกเสียงได้ถูกต้อง เช่น เทฺววาจิก  แปลว่า มีวาจาสอง (กล่าวสองครั้ง)

ที่ข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าเป็นห่วงการปฏิรูปพระสัทธรรมภาษาไทยในประเทศไทยนั้น เพราะการสังคายนาพระไตรปิฎกนั้น  จะทำการสวดขึ้นพร้อมกันเป็นภาษาบาลี  ดังนั้น  ตัวพระสัทธรรมจึงไม่ถูกปฏิรูป  เหมือนคนท่องสูตรคูณ ถ้าใครท่อง สองสองแปด ทุกคนจะทราบว่าคนนั้นผิด  แต่จะทำการสอบทานกันให้แน่ใจว่า สองสองสี่ หรือสองสองแปดกันแน่ 
สำหรับประเทศไทย  ภาษาบาลีที่ใช้ในการสังคายนาพร้อมกันนั้น ได้ถูกนำมาแปลเป็นภาษาไทยให้คนไทยที่ไม่ได้เรียนบาลีอ่าน  ได้มี
โอกาสได้สดับพระสัทธรรมด้วยภาษาและตัวอักษรแม่ของตน  ในต่างประเทศก็เช่นเดียวกัน ภาษาบาลีได้ถูกนำไปแปลเป็นภาษาต่างๆ ด้วยภาษาและตัวอักษรของแต่ละประเทศ เพื่อให้คนในประเทศที่ไม่ได้เรียนแปลภาษาบาลีได้เข้าใจ เมื่อท่านคึกฤทธิ์ปฏิรูปคำแปลบาลีเช่นนี้แล้ว ก็น่าห่วงว่า คำแปลพระพุทธวจนะในประเทศไทยจะถูกปฏิรูปทั้งหมด

ท่านคึกฤทธิ์ เพียงแต่ต้องการจะทำลายอรรถกถา จึงบัญญัติการแปลบาลีขึ้นใหม่ แล้วชี้บอกสาวกว่า  “นี่ไง อรรถกถาแปลผิด”  หนำซ้ำบางคลิปยังพูดว่า คนที่เรียนอรรถกถา พออรรถกถาผิดก็เงียบ ไม่เอามาพูด  แต่ตัวท่านคึกฤทธิ์เอง สามารถแบ่งแยกอรรถกถาได้หรือไม่ อรรถกถามีกี่รุ่น มีกี่ชั้น  ท่านเองยังเข้าใจว่า อรรถกถาไม่มีที่สิ้นสุด ความจริงแล้วไม่ใช่ อรรถกถาจบไปนานแล้ว ที่เหลือในยุคปัจจุบันแม้แต่ตัวท่านคึกฤทธิ์เอง ก็ไม่สามารถเป็นพระอรรถกถาจารย์ ไม่สามารถอรรถกถาได้

คำว่า “อรรถกถา แปลว่า คำอธิบาย”  ข้าพเจ้าจึงขอถามกลับไปว่า จริงหรือ ที่ท่านไม่เคยอธิบายพุทธวจนะเลย  ข้าพเจ้าจะได้นำคลิปไปถามท่านว่า ที่ท่านอธิบายแต่ละเรื่องที่มีโยมถาม ท่านอธิบายจากพระสูตรไหน


เมื่อวันก่อน ข้าพเจ้าเพิ่งได้ดูคลิปที่มีสตรีผู้หนึ่ง ชื่อ ธัญรัตน์  แก้วใส  กล่าวว่า ตนจบประโยค ๕  (เธอคงหมายถึง บาลีศึกษา ๕) เธอแปล อาคนฺตฺวา ว่า เสด็จไปแล้ว ซึ่งต่างจากท่านคึกฤทธิ์ ท่านคึกฤทธิ์กลับเออออห่อหมกตามเธอ ทำใมท่านไม่ท้วงเธอเล่าว่าเธอเรียนจนจบประโยคห้า แปลอาคนฺตฺวา ผิด ความจริงต้องแปลอย่างท่าน คือ "ผู้มาเยือน"  หรือว่าท่านลืมที่เคยมั่วมา 

คำว่าผู้มาเยือนนี้ แม้แต่โปรแกรม E Tipitaka ของท่าน ยังไม่ยอมรับเลย เด้งขึ้นมาว่า "ไม่มีในพระไตรปิฎกภาษาไทย"  อย่าว่าแต่ไปเทียบบาลีทั่วโลกเลย  จนข้าพเจ้าเหลือวิสัยที่จะใช้โปรแกรมของท่าน เทียบบาลีให้ท่าน 

ขนาดโปรแกรมของท่าน ยังรับการแปลผิดๆ ของท่านไม่ได้เลย  สาวกของท่านก็ช่างกระไร มีโปรแกรมพระไตรปิฎกให้สอบทานอยู่ในมือ ตามที่ท่านคุย (มีหลักฐาน) กลับนั่งฟังกันอ้าปากหวอ  ท่านทั้งหลายต้องอย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนไวยากรณ์บาลี แต่พระองค์ทรงใช้ภาษาบาลีเป็นปกติ   เหมือนเราใช้ภาษาไทย เหมือนฝรั่งใช้ภาษาอังกฤษ  แล้วท่านคึกฤทธิ์ไปใช้ภาษาบาลีเป็นปกติเหมือนใช้ภาษาไทยมาจากที่ไหนหนอ จึงไม่ต้องมานั่งเรียนไวยากรณ์บาลี  ขนาดเราจะพูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษยังต้องเรียนไวยากรณ์อังกฤษเลย วิธีคิดสอบสวนง่ายๆ แค่นี้  น่าจะคิดกันได้ ถ้าในห้องเรียนทั้งห้องหนึ่งร้อยคนท่องสูตรคูณว่า สองสองสี่  แต่มีเพียงคนเดียวที่ท่องว่าสองสองแปด  สาวกท่านคึกฤทธิ์น่าจะตอบได้นะว่า  ใครท่องผิด  ๙๙ คน หรือ ๑ คน







อันคำว่า อาคนฺตฺวา นี้ ทั้งท่านคึกฤทธิ์และคุณธัญรัตน์ แปลผิดทั้งคู่ 

ความรู้บาลีเท่าตีนมดแดงของข้าพเจ้า ยังทราบว่า แปลผิด

เธอเรียกชื่อธาตุยังผิด คมฺธาตุ (คะ มะ ธาตุ) เธอเรียก คจฺฉธาตุ (คัจ ฉะ ธาตุ)
อาคนฺตฺวา (อ่านว่า อา คัน ตะ วา) เธอบอกว่าตนเรียนบาลีจนได้ประโยคห้า แปล "อาคนฺตฺวา" ผิด นี่เพราะโกหก ไม่ได้แปลซ้ำๆ จึงขาดทักษะ คนที่แปลซ้ำๆ จนจำได้ จะสามารถแปลศัพท์ง่ายๆ ที่ไม่ได้ถูกบังคับด้วยสมาสศัพท์ชั้นยากและคณะฉันท์ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลานึก และรูปศัพท์จะออกมาเองเป็นภาพในสมองเลยว่า คนฺตฺวา แปลว่า ไปแล้ว เมื่อเห็น อา อยู่ข้างหน้า ต้องแปลกลับความ จากไปเป็นมา จึงแปลว่า มาแล้ว เมื่อประธานในประโยคเป็น สตฺถา อ.พระศาสดา ต้องแปลคำว่า "เสด็จ" เข้าไปด้วย จึงแปลว่า เสด็จมาแล้ว ความรู้เท่าตีนมดแดงอย่างข้าพเจ้า ยังมีทักษะในการแปลคำง่ายๆ แบบนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

ก่อนฉัน-อาทิตย์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๗
ณ.วัดนาป่าพง ลำลูกกา คลอง ๑๐ ปทุมธานี

คุณธัญรัตน์ แก้วใส อ้างว่าสอบได้ประโยค ๕ แต่แปลบาลีผิด

วิธีการพิสูจน์คำแปลท่านคึกฤทธิ์นั้นไม่ยากเลย  เพียงแค่เอาไปเทียบกับคำแปลภาษาอังกฤษ หรือไปสนทนากับคนศรีลังกาที่รู้บาลีและพูดไทยได้ เข้าใจภาษาไทยได้ เพียงแค่ถามเขาด้วยคำสองคำว่า อาคนฺตฺวา แปลว่าอะไร กับ สกิเทว แปลว่าอะไร ก็ทราบแล้วว่าท่านคึกฤทธิ์ชัวร์หรือมั่วนิ่ม 

ถ้าข้าพเจ้าเป็นท่านคึกฤทธิ์ ข้าพเจ้าไม่กล้าแปลแบบนี้ ข้าพเจ้าอาย

ควรหรือไม่ ที่ท่านจะเอาภาษาพุทธวจนะ (ปาพจน์) มามั่วเล่นแบบนี้