แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระคึกฤทธิ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระคึกฤทธิ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

หากินกับพระศาสดา วัตรปฏิบัติของนาป่าพง





ข้าพเจ้าเคยเข้าไปในร้านหนังสือ ตามเซเว่น เคยสงสัยเหมือนกันว่า การเขียนหนังสือธรรมะขายเป็นการหากินกับพระศาสดาหรือไม่  ข้าพเจ้ายืนพิจารณาเนื้อหาของหนังสือเล่มต่างๆ  เห็นว่า  หนังสือทุกเล่ม ล้วนเขียนขึ้นจากความเข้าใจของผู้เขียนเพื่อแบ่งปัน อธิบายธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงไว้  ข้าพเจ้าจึงฟันธงว่า หนังสือเหล่านั้นคือ “งานอันมีลิขสิทธิ์” เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหนึ่งตามกฎหมาย  ซึ่งกลั่นกรองออกมาจากปัญญา โดยผู้เขียนใช้ความเพียรในการเขียนขาย

การนำหนังสือไปแลกกับเงิน ไม่ว่าจำนวนจะมากหรือน้อย เรียกอย่างอื่นไม่ได้นอกจาก “ขาย”

เมื่อข้าพเจ้าพิจารณาได้ดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็เกิดความสงสัยอีกว่า  แล้วการหากินกับพระศาสดาเล่า เป็นอย่างไรหนอ

จนเมื่อข้าพเจ้ามาพบพฤติกรรมของวัดนาป่าพง ภายใต้โลโก้ “พุทธวจน” ข้าพเจ้าถึงบางอ้อทันที

ต่างกันที่  พวกหนึ่งกลั่นกรองคำอธิบาย คำพูด มาจากสติปัญญาตนเอง แม้หากจะขัดกับคำพระศาสดา ทำให้พระสัทธรรมปฏิรูป อบายก็จะได้แก่พวกเขาเอง เขาซื้ออบายด้วยกำไรที่ได้มาจากการขายหนังสือของเขา

ส่วนอีกพวกหนึ่ง เอาคำพระศาสดาจากพระไตรปิฎก “ลอกมา” ใช้ความเพียรในการ “ลอก” แล้วเอามาขาย  ขายบ้างแจกบ้าง ส่วนที่แจกก็เป็นเพื่อป้องกันการครหาว่าขาย แต่สุดท้ายก็ไม่พ้นการขายไปได้อยู่ดี จะขายบ้าง แจกบ้าง ส่วนที่ขายก็คือสัจจะว่าขาย จะให้เปลี่ยนสัจจะนี้เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย  หลายๆ ท่าน ข้าพเจ้าเห็นแจกจริง ไม่มีวางขาย ใครอยากได้ต้องไปขอกับตัวของผู้เขียน หรือสำนักของผู้เขียน เงินที่นำมาพิมพ์แจกคือเงินที่ผู้เขียนได้มาจากการบริจาคของผู้ศรัทธาและรายได้ของผู้เขียนเอง   ส่วนสำนักนาป่าพง มีรายได้จากการทอดกฐินปีละเท่าไหร่  ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบยอด เพราะไม่เคยเห็นการประกาศรายได้  แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ถ้าท่านคึกฤทธิ์จะนำมาพิมพ์แจก น่าจะทำได้ 



สาวกท่านคึกฤทธิ์เองยังดูออกว่าเขาขายคำแต่งใหม่  คำแต่งใหม่นั้นได้มาจากสติปัญญาของเขา  ไม่ใช่จากการ “ลอก” คนอื่นมาขาย อันเป็นการกระทำที่น่าอับอายแบบท่านคึกฤทธิ์



นอกจากนี้  ท่านและสาวกของท่านยังกระทำการอันเป็นการเนรคุณผู้อื่น ด้วยการด่าผู้อื่นสารพัดด่า อย่างเช่นด่าเจ้าคุณประยุตว่า “กลับไป กลับมา” จิกหัวเรียกท่านว่า “ภิกษุวัดญาณเวศกวัน” แต่สาวกของท่าน (ของท่านแน่นอนเพราะข้าพเจ้าเห็นสาวกคนนี้ในคลิปบ่อยๆ ใช้ชื่อว่า “ครูโจ”) กลับนำเอาพจนานุกรมเจ้าคุณประยุตมาใช้อธิบายศัพท์บาลีที่ตนเองไม่มีความสามารถที่จะแปล  (เรื่อง ครูโจ กับการกล่าวตู่ภาษาบาลี อวดตนว่ารู้ภาษาบาลีนี้ข้าพเจ้าจะจัดให้เป็นลำดับต่อไป)

สิ่งที่ท่านมักจะทำตลอดมาคือ ด่าคนอื่นว่าผิด โดยที่ท่านไม่เคยสามารถยกข้อผิดพลาดของเขาออกมาได้เลย ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นท่านหยิบหนังสือเล่มไหนที่ว่าผิดออกมาแสดงข้อถูกให้ประชาชนเห็นด้วยหลักฐานและหลักวิชาการเลย ข้าพเจ้าเห็นแต่ท่านยกหนังสือของท่านอธิบายธรรมตลอดเวลา  ด่าเสร็จแล้วขายหนังสือ  พบมากมายในคลิปต่างๆ ของท่าน แม้จะไปแสดงธรรมที่ไหน ก็จะหันหนังสือออกหากล้องเสมอ  การหากกินกับพระศาสดา คือวัตรปฏิบัติของท่านและสาวกของท่านหรือไม่  เป็นคำถามที่ท่านต้องตอบแก่ประชาชนเป็นลำดับต่อไป

พุทธวจนปิฎก ของท่านได้ใช้ความเพียรในการชำระด้วยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างพระไตรปิฎกมหาจุฬา มหามกุฎ ในพระบรมราชูปถัมภ์ , ราชินูปถัมภ์  อย่างเขาหรือยัง ถึงกล้า “ขาย”

ควรหรือไม่  ที่จะ “ลอก” งานพระศาสดาแล้วนำมา “ขาย” ขายก็บอกว่าขาย ไม่ใช่ขายแล้วบอกว่าไม่ขาย มุสาเป็นอาจิณคืองานของสาวกท่านใช่หรือไม่ ?

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

พระคึกฤทธิ์ โสตฺผโล วาทะกรรม พระธรรมทนต่อการพิสูจน์



จากข้อความในบทสัมภาษณ์นี้ ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่า “ท่านเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า”  ท่านกล่าวว่า คำสอนของพระศาสดาทนต่อการพิสูจน์  ท่านเข้าใจผิดหรือเปล่าว่า จะมีใครไปทำลาย ไม่เคารพนับถือ พระศาสดาเหมือนที่ท่านเพียรเป่าหูสาวกท่านตลอดเวลา จนหลงเชื่ออย่างจมปลักและงมงาย

สิ่งที่ประชาชนเขาจะพิสูจน์ คือ คำของท่าน ไม่ใช่ธรรมของพระศาสดา  ก็คำที่ท่านพูดกลับไปกลับมา กล่าวตู่คำพระศาสดากล่าวตู่พระบาลี ใส่ความคนอื่นโดยไม่มีมูลความจริง โดยไม่มีหลักฐาน  ท่านแสดงพุทธวจนะวันละกี่พระสูตร    ท่านเปิดตัวภายใต้แบรนด์เนม “พุทธวจน”  ท่านกล่าวคำพระศาสดากี่พระสูตร นอกจากที่ลอกงานท่านพุทธทาสมาพิมพ์แจกบ้างขายบ้าง (หลักฐานมี ไว้บทความต่อไปจะแสดงเรื่องนี้) ข้าพเจ้าดูคลิปไหน ก็เห็นแต่ ๑. ท่านด่าชาวบ้าน ติเตียนคนอื่น ไม่เว้นแม้แต่พระอรรถกถาจารย์ผู้ล่วงลับ หลวงพ่อสดผู้ล่วงลับ กรรมนี้จะทำให้ท่านแม้มรณภาพก็ยังถูกคนติฉินนินทา  ๒. โฆษณาหนังสือตัวเอง  ๓. ตอบคำถามแบบอธิบายเอาเอง หลักฐานหรือ คลิปนี้เลย  ส่วนคลิปรวมพฤติกรรมทั้งหมด ไว้บทความหน้า



ข้าพเจ้าอ่านว่า พุด ทะ วะ จน เพราะอักษรตัวท้ายไม่ใช่สระ แต่เป็นพยัญชนะแม่กน นอกจากท่านจะเอาดีไม่ได้ทางบาลีแล้ว ยังเพลียภาษาไทยอีก

ท่านจึงต้องเข้าใจใหม่ว่า  ไม่มีใครไม่เคารพพระศาสดา แต่เขาไม่เคารพท่าน ไม่นับถือท่าน  ท่านอย่าเอาพระศาสดามาเป็นโล่ห์ ด้วยการบอกว่า ใครค้านท่านคือค้านพระศาสดาเพราะท่านพูดคำพระศาสดา (ช่างตรงข้ามกับหลักฐานที่ข้าพเจ้ามีเสียเหลือเกิน)  สาวกของท่านจึงทุ่มสุดตัวเพื่อปกป้องคำพระศาสดาแบบหลงประเด็น ท่านไม่มีความเมตตาต่อสาวกของท่านเลย ท่านใช้พวกเขาเป็นโล่ห์มนุษย์ไม่ต่างจากม๊อบการเมือง เพื่อป้องกันคนโจมตีท่าน จนขณะนี้สาวกของท่านถูกข้าพเจ้าดำเนินคดีอาญาไปแล้วสองราย

ท่านสร้างความเกลียดชังให้ชาวพุทธด้วยกัน ด้วยการเป่าหู ล้างสมองสาวกท่านว่าคนเหล่าอื่นที่ค้านท่านนั้น ไม่มีความรู้พุทธวจนะ และค้านคำพระศาสดา ท่านอาศัยศรัทธาที่ชาวพุทธมีต่อพระศาสดาขโมยมาเป็นของตน  คนเราเมื่อรัก โลภ โกรธ หลง เข้าครอบงำ จะด๊อกเตอร์หรือ ป.๔ ก็โง่และหลงเชื่อคำยุยงได้เท่ากัน ไม่งั้นคงไม่มีคนมีความรู้สูง อยู่บนเวทีสารพัดสีทางการเมืองด้วยอำนาจแห่งความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง

ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านและสาวกจดจำและทำความเข้าใจให้ถูกว่า  “ไม่มีใครพิสูจน์คำพระศาสดา มีแต่พิสูจน์คำท่าน”  ที่บ้านเมืองนี้ไม่มีเดียรถีย์ ทุกคนล้วนเป็นชาวพุทธด้วยกัน ล้วนเคารพรักพระศาสดาเหมือนกัน  การที่เขาจะเคารพรักครูบาอาจารย์ของเขา ก็ไม่ต่างจากที่ศิษย์ของท่านรักท่าน เคารพในตัวท่าน ท่านจึงไม่ควรอาศัยศรัทธาที่พวกเขามีต่อพระศาสดายืมมือพวกเขาไปประหารใคร

นี่อีกหนึ่งในศิษย์ที่ท่านยืมมือเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว





ควรหรือไม่  ท่านจะใช้ศรัทธาที่ชาวพุทธมีต่อพระศาสดามากร่นด่าชาวพุทธด้วยกัน

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หล่อพระ เป็นเดรัจฉานวิชา คึกฤทธิ์กถา สาวกภาษิตแห่งวัดนาป่าพง ศึกษากรณีการหล่อพระพุทธรูปในพระบรมราชินูปถัมภ์


อาตมาไม่มีคำสอนของตนเอง มีแต่คำตถาคตเท่านั้น

เมื่อข้าพเจ้าได้ฟังและชมคลิปนี้  ข้าพเจ้ารู้สึกสงสัย

จนต้องเปิดพระไตรปิฎกทั้งไทย บาลี และตรวจสอบไปที่เว็บของวัดท่าน  แล้วตั้งใจอ่านเรื่อง “เดรัจฉานวิชา” จนข้าพเจ้าต้องขอลอกการบ้านท่าน โดยเว้นการลอกการเรียกพระสารีบุตรว่า สารีบุตร เฉยๆ ของท่าน ถามท่านว่า  “ใครบัญญัติ  ใครอนุญาตให้ท่านคึกฤทธิ์บัญญัติ  ขนาดพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวาผู้เลิศด้วยปัญญายังตระหนักว่าตนเป็นเพียงผู้เดินตามเท่านั้น แล้วท่านใช้บาตรและจีวรของพระศาสดาหรือเปล่าจึงกล้าบัญญัติสิ่งที่พระศาสดาไม่บัญญัติ” 
ข้อมูลเดรัจฉานวิชา จากเว็บของท่านเอง
ข้าพเจ้าไม่พบว่า ในมหาศีล มีเรื่องการหล่อพระพุทธรูป หล่อรูปปั้น ใดๆ เป็นเดรัจฉานวิชาเลย ข้าพเจ้าจึงสรุปได้ว่า ท่านกล่าวตู่คำพระศาสดา (อีกแล้ว)




ท่านอธิบายว่า การทำรูปปั้นต่างๆ เป็นเดรัจฉานวิชานั้น อยู่ในพระสูตรไหน พระวินัยข้อไหน เรื่องใด ข้าพเจ้ากำลังสงสัยท่านในข้อหา "กระทำสาวกภาษิตนอกแนว" อยู่ ด้วยการบัญญัติสิ่งที่พระศาสดาไม่ได้บัญญัติ  โดยการนั่งอธิบาย การอธิบายของท่านใช่นัยเดียวกันกับคำอรรถกถาที่ว่า "อธิบายว่า" หรือไม่  หรือว่า  เพราะท่านไม่ได้พูดว่า อธิบายว่า  จึงทำให้คำอธิบายของท่านกลายเป็นพุทธวจนะไป สาวกของท่านจึงพากันนั่งหลับตา เงี่ยโสตฟัง อย่างตั้งอกตั้งใจอย่างนั้น เช่นนี้แล้ว ถ้าอรรถกถานำเอาคำว่า "อธิบายว่า" ออก จะทำให้คำอรรถกถาเป็นคำพระศาสดาหรือไม่ 

อันที่จริงข้าพเจ้าไม่อยากถามท่านด้วยตรรกะใดๆ เพราะแค่สัจจะแห่งอักขระก็พอจะกล่าวหาได้แล้วว่าท่าน "กล่าวตู่พระศาสดา หลอกลวงประชาชนจนประชาชนเข้าใจว่า ท่านเป็นผู้ค้นพบพุทธวนะ  ในขณะที่พระเจ้าอยู่หัวค้นพบพุทธวจนะมาก่อนท่าน จนพระองค์นำมาแต่งเป็นพระบรมราโชวาทให้แก่ประชาชน (คำสอนของพ่อ)  และขณะนี้ท่านกำลังจะหลอกลวงราชสำนักและพระเจ้าแผ่นดินอีก" 

เวลาคนอื่นอธิบายธรรมของตนเอง ท่านกลับไปว่าเขา ไปถามหาความรับผิดชอบจากเขา แต่เวลาท่านอธิบายเอง ท่านกลับบอกว่า ทิ้งคำอธิบายของอาตมาไป  โดยไร้สำนึก ยางอาย และความรับผิดชอบ






























โครงการหล่อพระพุทธเมตตาในพระบรมราชินูปถัมภ์นี้เป็นเดรัจฉานวิชาหรือไม่ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงรับโครงการนี้ไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์  พระองค์ทรงมีมิจฉาทิฐิดังที่ท่านตอบโยมในคลิปนี้นาทีที่ ๒.๒๐ หรือไม่  ไหนๆ ท่านก็จะนำโครงการพุทธวจนของท่านเข้าสู่พระบรมราชูปถัมภ์แล้ว ท่านราชเลขาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ช่วยเหลือผลักดันให้ท่านแล้ว ท่านก็ควรจะทูลเกล้าถวายคำแนะนำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ให้เลิกพระราชพิธีต่างๆ เสียเลย มีหลายพระราชพิธี ซึ่งข้าพเจ้าจะค่อยๆ บอกให้ท่านฟัง

http://youtu.be/hABtR2QRyeY

รายการนี้ ถ้าคุณถวัลย์ เมืองช้างได้เห็นคลิปที่ท่านพูดว่าการหล่อพระเป็นเดรัจฉานวิชา คุณถวัลย์ จะว่าอย่างไรข้าพเจ้าก็ไม่อาจจะทราบได้  แต่ที่แน่ๆ ท่านกล่าวตู่คำพระศาสดา  ท่านหลอกลวงประชาชนชาวพุทธว่าท่านกล่าวแต่คำพระศาสดาไม่มีคำอาตมา ซึ่งไม่เป็นความจริง  ถ้าท่านเป็นพ่อค้า นักธุรกิจ ข้าพเจ้าคงร้องเรียนท่านไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค  ด้วยข้อหา  “โฆษณาที่ไม่เป็นธรรม และเกินความจริง”  อันมีลักษณะหลอกลวงผู้บริโภคแล้ว 

ไม่ทราบว่า ผู้ซึ่งผลักดันโครงการนี้ของท่าน มีความละอายใจหรือเกรงว่าจะทำความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทให้พระเจ้าอยู่หัวหรือไม่  ท่านจักไม่สนเทียวรึว่า  คนจะนินทาว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงรับโครงการของภิกษุผู้กล่าวตู่พระศาสดาและขาดความรู้ทางบาลีรวมถึงบริภาษเพื่อนสหพรรมจารีไม่เว้นแต่ละวันเข้าโครงการพระราชดำริได้อย่างไร  ท่านผู้ผลักดันไม่เกรงหรือว่า คนนอกศาสนาจะนินทาเพ่งโทษว่า นี่หรือคือภิกษุแห่งสมณะโคดม  ปลอมปนคำพระศาสดาของตนอย่างไรยางอาย นี่ถ้าเป็นศาสนาเรา จักต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงไปนานแล้ว

ควรหรือไม่  ที่ท่านจะกล่าวว่า อาตมาไม่มีคำของตนโดยโกหกประชาชนเยี่ยงนี้ 

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การสอนวิธีคิดแบบหักใน ไม่ใช่หักมุม ของพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เกี่ยวกับภาษาบาลี

ข้าพเจ้าได้ฟังคลิปหลายๆ คลิป ที่พระคึกฤทธิ์พูดถึงภาษาบาลีว่าสอนแบบผิดๆ ไม่ได้สอนบาลีจากพุทธวจนะ  พระพุทธเจ้าไม่เคยบัญญัติให้เรียนไวยากรณ์บาลี

คำสอนแบบนี้ของท่านคึกฤทธิ์ ถูกแบบหักใน  คำว่าถูกแบบหักในนี้ ข้าพเจ้าคิดขึ้นมาได้จากเดี่ยวไมค์โครโฟนของคุณโน๊ต  มันหักใน คือ แสดงออกมาไม่หมด ไม่ว่าด้วยปัญญาอันน้อยก็ดี  หรืออั้นเก็บไว้ก็ดี

ถูกอยู่ที่พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เรียนไวยากรณ์  และพระคึกฤทธิ์ก็ยอมรับว่า พระพุทธเจ้าตรัสภาษาบาลี  นั่นเพราะ ภาษาบาลีเป็นภาษาปกติที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ ชาวอินเดียใช้กันในสมัยพุทธกาล เหมือนที่เราใช้ภาษาไทย พูดภาษาไทย ต่อให้เราไม่ได้เข้าเรียนอนุบาล เราก็พูดภาษาไทยได้ ฟังภาษาไทยรู้เรื่อง ขาดแต่อ่านกับเขียนเท่านั้น 

แต่ท่านคึกฤทธิ์และสาวก  รวมถึงตัวข้าพเจ้าและผู้อ่านทุกท่าน  ท่านใช้ภาษาบาลีเป็นปกติหรือไม่  ถ้าไม่  ท่านจะอ่านและแปลภาษาบาลีออกได้อย่างไร  ท่านคึกฤทธิ์อ่านภาษาบาลีอักษรไทยออกได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครสอนท่านอ่าน  ท่านรู้ได้อย่างไรว่าจุดข้างล่างตัวอักษรต้องอ่านอย่างไร  จุดกลมๆ ข้างบนต้องอ่านอย่างไร  ใครสอนท่านหรือ  หรือว่าท่านรู้ได้เอง  วิธีทดสอบไม่ยาก  นำศัพท์บาลีสมาสยาวๆ ให้อ่าน จะรู้ได้เองว่าอ่านได้หรือไม่  หรือว่าเพียงแค่ท่องจำได้บางคำ

วิธีการคิดแบบสอบสวนทวนความ
ท่านทั้งหลาย เวลาท่านจะพูด อ่าน เขียน ฟัง ภาษาอังกฤษ ถ้าท่านไม่ได้เกิดในต่างประเทศ ฟังซ้ำๆ จนพูดตามได้  ท่านจะต้องเรียนการสนทนาหรือไม่  ท่านจะอ่านและเขียนได้ ท่านต้องเรียนไวยากรณ์หรือไม่  ภาษาอื่นๆ ก็เช่นกัน  แล้วไฉนท่านสาวกของท่านคึกฤทธิ์ทั้งหลายจึงไม่รู้จักวิธีคิดสอบสวนทวนความเช่นนี้เล่า  หลายๆ ท่านที่เป็นสาวกแน่นเหนียวของท่านคึกฤทธิ์ ก็เป็น ดร.  เป็นหมอ  เป็นนายตำรวจยศใหญ่โต  เป็นนายทหารยศใหญ่โต  เป็นเจ้าของธุรกิจและกิจการ  ท่านคิดสอบสวนทวนความแค่นี้ ไม่เป็นเทียวหรือ ถ้าท่านทั้งหลายรวมทั้งพระคึกฤทธิ์ ต้องการเรียนภาษาบาลีแบบพุทธวจนะ  ท่านคงต้องรอไปเกิดในอินเดียและในสมัยพุทธกาลหน้า ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์หน้า จะบัญญัติให้ใช้ภาษาบาลีในการศึกษาธรรมอ่ะนะ  ท่านก็จะได้ไม่ต้องเรียนไวยากรณ์แบบที่ทั้งโลกนี้เขาเรียนกัน


ควรหรือไม่ ที่ท่านจะเชื่อคำสอนแบบหักในเพียงแค่ความศรัทธาในตัวบุคคลที่ท่านเรียกว่า "พระอาจารย์" 

บาลีแบบพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล พุทธวจนสถาบัน เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง



ข้าพเจ้าได้ดูคลิปนี้แล้ว ข้าพเจ้าอดห่วงใยแม่กองบาลี แม่กองธรรม สมาคมเปรียญธรรม  พระเปรียญ  มหาเปรียญ  และที่อดห่วงที่สุดคือ พระสัทธรรมในประเทศไทยที่จะปฏิรูปเพราะคำแปลพระบาลีถูกปฏิรูป 

สกึ อ่านว่า สะ กิง เป็นนิบาต แปลว่า คราวเดียว 
เอว อ่านว่า เอ วะ  เป็นนิบาต แปลว่า นั่นเทียว  เมื่อศัพท์สองศัพท์รวมกันเป็น สกิเทว
แปลว่า คราวเดียวเท่านั้น

คำว่า “เทว” ที่เห็น ไม่ใช่เทวดา  แม้ศัพท์ว่า เทวดา จะมีรูปศัพท์ว่า เทว จริงดังท่านคึกฤทธิ์ว่า แต่ไม่ใช่ในกรณีสนธิศัพท์ หรือสมาสศัพท์เช่นนี้  คำว่า “เทว” นี้ จึงไม่ใช่ เทว ตามศัพท์เดิมที่แปลว่า เทวดา แต่คือ เอว (สกึ+เอว) ท่านคงเถียงข้าพเจ้าแน่ว่า เหตุใด จึงไม่เป็น สกึเอว เล่า  ก็เพราะมันเป็นศัพท์สนธิ  และท่านคงเถียงต่อว่า เหตุใดไม่เป็น สกิเอว เล่า ก็เพราะ เอว   เมื่อนำมาต่อกันแล้ว ต้องแปลงนิคหิตที่ สกึ (ตัวกลมๆ ที่อยู่บนสระอิ) เป็น ท เรียกว่า อาเทสนิคหิต เมื่อนำศัพท์มาสนธิ (เชื่อมกัน) อ จะหายไป จึงกลายเป็น สกิเทว (อ ที่ เอว หายไปเป็น เทว แทน ท นั้นมาจากการแปลงนิคหิตเป็น ท นั่นเอง ) 


วิธีการสนธิ  และหลักฐานว่า สกิเทว คือ สองศัพท์สนธิกัน







โหติ ไม่ใช่ แค่ มี, เป็น แต่แปลว่า ย่อมมี, ย่อมเป็น (ติแปลว่า อยู่, ย่อม, จะ) อยู่, ย่อม, จะ บอกความเป็นปัจจุบันกาล เหมือน is, am, are
เมื่อพบ ติ (is,am) อนฺติ (are) ท่านต้องแปลด้วย ท่านแปลภาษาอังกฤษอย่างไร ท่านก็แปลบาลีอย่างนั้น  แต่ท่านกลับไม่แปล  โหติ, โหนฺติ นี่ต่างหากที่แปลอย่างอื่นไม่ได้ ต้องแปลว่า "ย่อมเป็น" เช่น 
ททมาโน ปิโย โหติ แปลว่า ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก  / องฺ. ปญฺจก ๒๒/๔๔

อาคนฺตฺวา ท่านก็แปลผิดอีก สงสัยท่านคงเห็นว่า คล้ายๆ อาคันตุกะ (อาคนฺตุก) กระมั้ง เพราะท่านนิยมเทียบเอาคำคล้ายๆ ภาษาไทยเป็นคำแปล ตกลงท่านจะแปลบาลีเป็นไทย หรือมั่วไทยเป็นบาลีกันแน่หนอ

วิธีทดสอบไม่ยาก แค่ไปค้นหาคำแปลพระไตรปิฎกทั่วโลกว่า มีหรือไม่คำแปลอาคนฺตฺวา ว่า ผู้มาเยือน

ส่วนคำว่า เทฺว  อันนี้ อ่านว่า ทะ เว  แปลว่า  สอง  ท่านคึกฤทธิ์ออกเสียงได้ถูกต้อง เช่น เทฺววาจิก  แปลว่า มีวาจาสอง (กล่าวสองครั้ง)

ที่ข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าเป็นห่วงการปฏิรูปพระสัทธรรมภาษาไทยในประเทศไทยนั้น เพราะการสังคายนาพระไตรปิฎกนั้น  จะทำการสวดขึ้นพร้อมกันเป็นภาษาบาลี  ดังนั้น  ตัวพระสัทธรรมจึงไม่ถูกปฏิรูป  เหมือนคนท่องสูตรคูณ ถ้าใครท่อง สองสองแปด ทุกคนจะทราบว่าคนนั้นผิด  แต่จะทำการสอบทานกันให้แน่ใจว่า สองสองสี่ หรือสองสองแปดกันแน่ 
สำหรับประเทศไทย  ภาษาบาลีที่ใช้ในการสังคายนาพร้อมกันนั้น ได้ถูกนำมาแปลเป็นภาษาไทยให้คนไทยที่ไม่ได้เรียนบาลีอ่าน  ได้มี
โอกาสได้สดับพระสัทธรรมด้วยภาษาและตัวอักษรแม่ของตน  ในต่างประเทศก็เช่นเดียวกัน ภาษาบาลีได้ถูกนำไปแปลเป็นภาษาต่างๆ ด้วยภาษาและตัวอักษรของแต่ละประเทศ เพื่อให้คนในประเทศที่ไม่ได้เรียนแปลภาษาบาลีได้เข้าใจ เมื่อท่านคึกฤทธิ์ปฏิรูปคำแปลบาลีเช่นนี้แล้ว ก็น่าห่วงว่า คำแปลพระพุทธวจนะในประเทศไทยจะถูกปฏิรูปทั้งหมด

ท่านคึกฤทธิ์ เพียงแต่ต้องการจะทำลายอรรถกถา จึงบัญญัติการแปลบาลีขึ้นใหม่ แล้วชี้บอกสาวกว่า  “นี่ไง อรรถกถาแปลผิด”  หนำซ้ำบางคลิปยังพูดว่า คนที่เรียนอรรถกถา พออรรถกถาผิดก็เงียบ ไม่เอามาพูด  แต่ตัวท่านคึกฤทธิ์เอง สามารถแบ่งแยกอรรถกถาได้หรือไม่ อรรถกถามีกี่รุ่น มีกี่ชั้น  ท่านเองยังเข้าใจว่า อรรถกถาไม่มีที่สิ้นสุด ความจริงแล้วไม่ใช่ อรรถกถาจบไปนานแล้ว ที่เหลือในยุคปัจจุบันแม้แต่ตัวท่านคึกฤทธิ์เอง ก็ไม่สามารถเป็นพระอรรถกถาจารย์ ไม่สามารถอรรถกถาได้

คำว่า “อรรถกถา แปลว่า คำอธิบาย”  ข้าพเจ้าจึงขอถามกลับไปว่า จริงหรือ ที่ท่านไม่เคยอธิบายพุทธวจนะเลย  ข้าพเจ้าจะได้นำคลิปไปถามท่านว่า ที่ท่านอธิบายแต่ละเรื่องที่มีโยมถาม ท่านอธิบายจากพระสูตรไหน


เมื่อวันก่อน ข้าพเจ้าเพิ่งได้ดูคลิปที่มีสตรีผู้หนึ่ง ชื่อ ธัญรัตน์  แก้วใส  กล่าวว่า ตนจบประโยค ๕  (เธอคงหมายถึง บาลีศึกษา ๕) เธอแปล อาคนฺตฺวา ว่า เสด็จไปแล้ว ซึ่งต่างจากท่านคึกฤทธิ์ ท่านคึกฤทธิ์กลับเออออห่อหมกตามเธอ ทำใมท่านไม่ท้วงเธอเล่าว่าเธอเรียนจนจบประโยคห้า แปลอาคนฺตฺวา ผิด ความจริงต้องแปลอย่างท่าน คือ "ผู้มาเยือน"  หรือว่าท่านลืมที่เคยมั่วมา 

คำว่าผู้มาเยือนนี้ แม้แต่โปรแกรม E Tipitaka ของท่าน ยังไม่ยอมรับเลย เด้งขึ้นมาว่า "ไม่มีในพระไตรปิฎกภาษาไทย"  อย่าว่าแต่ไปเทียบบาลีทั่วโลกเลย  จนข้าพเจ้าเหลือวิสัยที่จะใช้โปรแกรมของท่าน เทียบบาลีให้ท่าน 

ขนาดโปรแกรมของท่าน ยังรับการแปลผิดๆ ของท่านไม่ได้เลย  สาวกของท่านก็ช่างกระไร มีโปรแกรมพระไตรปิฎกให้สอบทานอยู่ในมือ ตามที่ท่านคุย (มีหลักฐาน) กลับนั่งฟังกันอ้าปากหวอ  ท่านทั้งหลายต้องอย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนไวยากรณ์บาลี แต่พระองค์ทรงใช้ภาษาบาลีเป็นปกติ   เหมือนเราใช้ภาษาไทย เหมือนฝรั่งใช้ภาษาอังกฤษ  แล้วท่านคึกฤทธิ์ไปใช้ภาษาบาลีเป็นปกติเหมือนใช้ภาษาไทยมาจากที่ไหนหนอ จึงไม่ต้องมานั่งเรียนไวยากรณ์บาลี  ขนาดเราจะพูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษยังต้องเรียนไวยากรณ์อังกฤษเลย วิธีคิดสอบสวนง่ายๆ แค่นี้  น่าจะคิดกันได้ ถ้าในห้องเรียนทั้งห้องหนึ่งร้อยคนท่องสูตรคูณว่า สองสองสี่  แต่มีเพียงคนเดียวที่ท่องว่าสองสองแปด  สาวกท่านคึกฤทธิ์น่าจะตอบได้นะว่า  ใครท่องผิด  ๙๙ คน หรือ ๑ คน







อันคำว่า อาคนฺตฺวา นี้ ทั้งท่านคึกฤทธิ์และคุณธัญรัตน์ แปลผิดทั้งคู่ 

ความรู้บาลีเท่าตีนมดแดงของข้าพเจ้า ยังทราบว่า แปลผิด

เธอเรียกชื่อธาตุยังผิด คมฺธาตุ (คะ มะ ธาตุ) เธอเรียก คจฺฉธาตุ (คัจ ฉะ ธาตุ)
อาคนฺตฺวา (อ่านว่า อา คัน ตะ วา) เธอบอกว่าตนเรียนบาลีจนได้ประโยคห้า แปล "อาคนฺตฺวา" ผิด นี่เพราะโกหก ไม่ได้แปลซ้ำๆ จึงขาดทักษะ คนที่แปลซ้ำๆ จนจำได้ จะสามารถแปลศัพท์ง่ายๆ ที่ไม่ได้ถูกบังคับด้วยสมาสศัพท์ชั้นยากและคณะฉันท์ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลานึก และรูปศัพท์จะออกมาเองเป็นภาพในสมองเลยว่า คนฺตฺวา แปลว่า ไปแล้ว เมื่อเห็น อา อยู่ข้างหน้า ต้องแปลกลับความ จากไปเป็นมา จึงแปลว่า มาแล้ว เมื่อประธานในประโยคเป็น สตฺถา อ.พระศาสดา ต้องแปลคำว่า "เสด็จ" เข้าไปด้วย จึงแปลว่า เสด็จมาแล้ว ความรู้เท่าตีนมดแดงอย่างข้าพเจ้า ยังมีทักษะในการแปลคำง่ายๆ แบบนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

ก่อนฉัน-อาทิตย์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๗
ณ.วัดนาป่าพง ลำลูกกา คลอง ๑๐ ปทุมธานี

คุณธัญรัตน์ แก้วใส อ้างว่าสอบได้ประโยค ๕ แต่แปลบาลีผิด

วิธีการพิสูจน์คำแปลท่านคึกฤทธิ์นั้นไม่ยากเลย  เพียงแค่เอาไปเทียบกับคำแปลภาษาอังกฤษ หรือไปสนทนากับคนศรีลังกาที่รู้บาลีและพูดไทยได้ เข้าใจภาษาไทยได้ เพียงแค่ถามเขาด้วยคำสองคำว่า อาคนฺตฺวา แปลว่าอะไร กับ สกิเทว แปลว่าอะไร ก็ทราบแล้วว่าท่านคึกฤทธิ์ชัวร์หรือมั่วนิ่ม 

ถ้าข้าพเจ้าเป็นท่านคึกฤทธิ์ ข้าพเจ้าไม่กล้าแปลแบบนี้ ข้าพเจ้าอาย

ควรหรือไม่ ที่ท่านจะเอาภาษาพุทธวจนะ (ปาพจน์) มามั่วเล่นแบบนี้ 

พุทธวจนสถาบัน ในพระบรมราชูปถัมภ์ ความฝันของวัดนาป่าพง


URL https://www.facebook.com/pages/พุทธวจน-ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์/227379577361777

ข้าพเจ้าได้พบข้อความซึ่งสาวกวัดนาป่าพงโพสต์ขึ้นใน Facebook  ว่า ต่อไปพุทธวจนจะอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นโครงการในพระราชดำริ ซึ่งทางราชเลขาของพระเจ้าอยู่หัว (ไม่ทราบท่านไหน) จะพยายามทำเรื่องให้พระเจ้าอยู่หัวรับเป็นองค์อุปถัมภ์  ตามหลักฐานที่แนบนี้

ทันทีที่ข้าพเจ้าเห็น ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความไม่บังควรหลายประการ เนื่องจากยังไม่มีการประกาศโปรดเกล้าเข้าไว้เป็นโครงการพระราชดำริ แต่กลับมีการนำเรื่องนี้มาโฆษณาเปิดเผยว่า “ต่อไป..จะอยู่”  ในลักษณะการยืนยัน แม้ต่อมาจะมีข้อความว่า “ราชเลขาของพระเจ้าอยู่หัวจะพยายาม...” ซึ่งคำกล่าวนั้น ไม่ใช่การแสดงความไม่แน่นอนแต่เป็นการแสดงความชัดเจนว่าราชเลขา “ของ” พระเจ้าอยู่หัว  

ความรู้สึกที่เกิดขึ้น  ข้าพเจ้านึกตำหนิท่านราชเลขาว่า  ท่านรับปากเช่นนี้ได้อย่างไร  ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านรับปากมาเช่นนี้หรือไม่ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสาร ข้าพเจ้าฟังตามเอกสาร  ท่านราชเลขารับปากเช่นนี้ จะไม่ดูเป็นการครอบงำพระราชอำนาจไปหน่อยหรือ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ใช่ตรายางของใคร
การจะนำโครงการใดเข้าสู่การเป็นโครงการในพระบรมราชูปถัมภ์นั้น จะต้องมีการทูลเกล้าแสดงโครงการ ประโยชน์ของโครงการ คณะกรรมการโครงการอย่างชัดเจน ข้าพเจ้าเล่าเรียนมาด้านกฎหมาย ครอบครัวรับราชการ ข้าพเจ้าจึงเดาได้ว่า จะต้องมีศิษย์ของท่านคึกฤทธิ์ ที่มีกำลังพอตัวในบ้านเมือง หรือเป็นชนชั้นสูง เป็นพ่อค้า ประชาชนที่มีชื่อเสียงพอสมควร

ถามท่านคำเดียวว่า ท่านทราบหรือไม่ว่าท่านคึกฤทธิ์มีพฤติกรรมเช่นไร ท่านลองถอยออกมาจากท่านคึกฤทธิ์ โดยไม่ติดต่อไปสักเดือนเพื่อให้ไกลจากการถูกครอบงำทางความคิด แล้วมองดูว่า กระแสสังคมที่ต่อต้านพฤติกรรมเผยแผ่ธรรมของท่านคึกฤทธิ์เป็นอย่างไร ใครบ้างที่ต่อต้าน คนที่เสียประโยชน์จากเดรัจฉานวิชาเท่านั้นหรือ แล้วข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน พุทธบริษัทเล่า

ท่านเห็นพฤติกรรมท่านคึกฤทธิ์และเหล่าสาวกที่แสดงความเห็นตามยูทูป ตามเว็บต่างๆ ด่าทอมหาเถรสมาคม ด่าทอเปรียญธรรม นักธรรม มหาวิทยาลัยสงฆ์ในพระบรมราชูปถัมภ์หรือไม่ ท่านเคยได้ยินท่านคึกฤทธิ์พูดถึงประเพณีราชสำนักที่พระเจ้าอยู่หัวทำมาแบบผิดๆ หรือไม่ ถ้าไม่ ท่านลองฟัง ลองดูด้วยสายตาตนเอง  สำหรับการอาละวาดในระบบอินเตอร์เนตของสาวกพระคึกฤทธิ์ ข้าพเจ้าจะนำเสนอเป็นบทความต่อไป พร้อมหลักฐาน






สังคมจะตราหน้าท่านว่า ท่านใช้พระเจ้าอยู่หัวเป็นตรายางเชิดชูบุคคลที่สังคมพากันประณาม ชื่อเสียงที่ท่านสั่งสมมาจะพังทลาย ความจริงที่แพร่กระจายอยู่ในอินเตอร์เน็ตจะคงอยู่ตลอด ความเห็นสาวกที่เที่ยวด่าคนอื่นมีหลักฐานอยู่ที่ข้าพเจ้าเป็น ร้อยชิ้น ควรหรือไม่ที่ท่านจะแลกเพื่อศรัทธาในตัวบุคคลเพียงคนเดียว

ถ้าโครงการนี้ผ่านได้ ผลดีคือ ท่านคึกฤทธิ์และสาวกจะมีความระมัดระวังในการแสดงความเห็นมากขึ้น ตัวท่านคึกฤทธิ์เองอาจควบคุมตัวเองได้ แล้วท่านควบคุมสาวกได้หรือไม่ เพราะล่าสุดไม่กี่เพลามานี่ สาวกของท่านยังคงกล่าวจาบจ้วงผู้อื่นอยู่ต่อหน้าท่านแทนที่ท่านจะห้ามปราม กับพยักเพยิดเออออด้วยกับสาวกของท่าน  ท่านสั่งสาวกของท่านได้หรือไม่ และทุกความเห็นที่สาวกของท่านแสดง มันคือหลักฐานที่จะย้อนกลับไปหาตัวท่านเอง สุดท้าย ถ้าพวกท่านยังมีพฤติกรรมแบบนี้ ประชาชนจะพากัน "ทูลเกล้าถวายฎีกา" ใครกันแน่ที่นำความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทมาสู่พระเจ้าอยู่หัว ควรหรือไม่ ลองตรองดูเถิด

ท่านอาจจะเป็นโครงการในพระราชดำริโครงการเดียวที่จาบจ้วงผู้อื่นตลอดเวลา แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาสนองพระบรมราชโองการ ตามที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยโปรดเกล้าอุปถัมภ์ 

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ความนำที่ ๒ คำสั่งพระศาสดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม  เวทัลละ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔
อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต  ธรรมวิหาริกสูตรที่ ๑

จากพระสูตรนี้ พระศาสดาทรงสั่งความไว้ ให้สาวกของพระองค์ศึกษาให้ถ้วนทั้งสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก 
อัพภูตธรรม เวทัลละ

ข้าพเจ้าขอถามท่านคึกฤทธิ์ และสาวกของท่านที่มาอ่านบทความนี้ว่า สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ คืออะไร

ท่านทราบได้อย่างไรว่าอะไรคือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟัง จักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษาแต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิต อยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ
             
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้น ที่ตถาคตกล่าวแล้วอันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม จักอันตรธานฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ พวกเราจักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้นว่า ควรเรียน ควรศึกษา ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ ฯ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘  สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อาณิสูตร

จากพระสูตรดังกล่าวข้างต้น  ซึ่งพระคึกฤทธิ์ก็นำมาแสดงบ่อยๆ รวมถึงนำอุปมาด้วยตะโพนมาแสดงและตีความไปว่า ไม่ให้ฟังคำสาวกแบบเหมารวม ขาดการแยกแยะ ซึ่งอุปมาด้วยลิ่มที่ตอกเข้าในตะโพน ควรหรือไม่ที่จะตีความเช่นนั้น ในเมื่อพระศาสดาตรัสชัดอยู่ว่า  เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ พวกเราจักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้นว่า ควรเรียน ควรศึกษา ดังนี้

เขา ในที่นี้คือใคร ท่านตอบได้หรือไม่ ถ้าตอบไม่ได้ อ่านพระสูตรต่อไป

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า พระธรรมกถึก พระธรรมกถึก ดังนี้ ภิกษุชื่อว่า เป็นธรรมกถึก ด้วยเหตุเพียงเท่าไร
ชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมด้วยเหตุเพียงเท่าไร?

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ หากว่า ภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลาดกำหนัด เพื่อความดับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่าภิกษุธรรมกถึก. หากว่า ภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความดับรูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม. หากว่า ภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ได้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน.
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ธัมมกถิกสูตรที่ ๑

จากพระสูตรนี้  “เขา” ในที่นี้ หมายถึง พระธรรมกถึก  ซึ่งจะต้องแสดงธรรมอันเป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม  เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนด เพื่อจิตหลุดพ้น  องค์แห่งธรรมกถึก ๕ มีอะไร ข้าพเจ้าจะกล่าวในบทความต่อๆ ไป
ใครบ้างที่ปรากฏในพระไตรปิฎกว่าเป็นธรรมกถึก  ท่านตอบได้หรือไม่ ถ้าตอบไม่ได้ อ่านพระสูตรต่อไป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทของเรานี้ปรากฏเหมือนว่างเปล่า เมื่อสารีบุตรและโมคคัลลานะยังไม่ปรินิพพาน สารีบุตรและโมคคัลลานะอยู่ในทิศใด ทิศนั้นของเราย่อมไม่ว่างเปล่า ความไม่ห่วงใยย่อมมีในทิศนั้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เหล่าใดได้มีมาแล้วในอดีตกาล พระผู้มีพระภาคแม้เหล่านั้น ก็มีคู่สาวกนั้นเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น เหมือนกับสารีบุตรและโมคคัลลานะของเรา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เหล่าใด จักมีในอนาคตกาล พระผู้มีพระภาคแม้เหล่านั้น ก็จักมีคู่สาวกนั้นเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น เหมือนกับสารีบุตรและโมคคัลลานะของเรา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นความอัศจรรย์ของสาวกทั้งหลาย เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาของสาวกทั้งหลาย สาวกทั้งหลายจักกระทำตามคำสอน และกระทำตามโอวาทของพระศาสดาและจักเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจ เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพและสรรเสริญของบริษัท ๔ เป็นความอัศจรรย์ของตถาคต เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาของตถาคต
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
เจลสูตร

จากพระสูตรนี้  ก็พระสารีบุตรด้วย พระโมคัลลานะด้วย ที่พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล กล่าวเรียกด้วยชื่ออย่างเดียว  เสมอด้วยพระพุทธเจ้าเรียก ทั้งๆ ที่ขณะนั้นสนทนากับโยม ไม่ใช่การยกพระสูตรขึ้นแสดงนั่นหล่ะ คือ พระธรรมกถึก ผู้ทรงคุณอนันต์แก่พุทธบริษัท  จนพระศาสดาตรัสว่า  สารีบุตรและโมคคัลลานะอยู่ในทิศใด ทิศนั้นของเราย่อมไม่ว่างเปล่า ความไม่ห่วงใยย่อมมีในทิศนั้น

พระสูตรส่งท้าย  ขอให้ท่านนำกลับไปพิจารณาการศึกษาธรรมของพวกท่านทั้งพระคึกฤทธิ์ และสาวกทั้งหลายของพระคึกฤทธิ์เถอะว่า เป็นไปตามคำพระศาสดาหรือไม่ ท่านกลับไปคิดดูให้ดีๆ สิ่งที่ท่านทำอยู่ทุกวันนี้ เพื่ออะไร เพื่อยกตนข่มคนอื่นว่าท่านรู้ทั่วถึงธรรมในพระพุทธวจนะที่คนอื่นไม่รู้ ด้วยการเสแสร้งแกล้งทำหวังดีใช่หรือไม่ ทั้งหมดคือทุกข์ ที่ท่านควรกำหนดรู้  สมุทัยคือเหตุที่ท่านควรละ ท่านจงใช้ปัญญาพิจารณาเถิดว่า ท่านควรรู้อะไร ละอะไร ทำอะไรให้เจริญ เพื่อให้เกิดอะไร และสุดท้าย ท่านทำสิ่งเหล่านั้นหรือยัง

ดูกรอานนท์ สาวกไม่ควรจะติดตามศาสดาเพียงเพื่อฟังสุตตะ เคยยะ และไวยากรณ์เลย นั่นเพราะเหตุไร เพราะธรรมทั้งหลายอันพวกเธอสดับแล้ว ทรงจำแล้ว คล่องปากแล้ว เพ่งตามด้วยใจแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยความเห็น เป็นเวลานาน

ดูกรอานนท์ แต่สาวกควรจะใกล้ชิดติดตามศาสดาเพื่อฟังเรื่องราวเห็นปานฉะนี้ ซึ่งเป็นเรื่องขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง เป็นที่สบายแก่การพิจารณาทางใจเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับกิเลส เพื่อสงบกิเลส เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน คือเรื่องมักน้อย เรื่องยินดีของของตน เรื่องความสงัด เรื่องไม่คลุกคลี เรื่องปรารภความเพียร เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา เรื่องวิมุตติ เรื่องวิมุตติญาณทัสสนะ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
มหาสุญญตสูตร