วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เดรัจฉานวิชา ที่วัดนาป่าพงสอนผิด เข้าใจผิด



เรื่องเดรัจฉานวิชาเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่วัดนาป่าพงสอนผิด  อธิบายผิด  บิดเบือนไปมาก ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สาวกพระคึกฤทธิ์จึงถึงขนาดวาดภาพการ์ตูน พุทธวจน'ตูน โดยนำภาพหลวงพ่อคูนมาเป็นแบบบิดเบือนว่าพระ "ทำ" เดรัจฉานวิชาต้องตกอบาย


ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว ที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามภิกษุทำเดรัจฉานวิชาเพราะจะเป็นช่องทางทำให้เกิดมิจฉาอาชีวะ เป็นผลให้ขวางพระนิพพาน  เพราะเหตุไม่สามารถยังอริยมรรคมีองค์แปด ให้เกิดได้ก็เท่านั้นเอง

วัดน่าป่าพงสอนผิดตั้งแต่ใช้คำว่า  “ทำเดรัจฉานวิชา”  เพราะพระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่า  “ทำเดรัจฉานวิชา”  แต่ทรงตรัสว่า “เลี้ยงชีพผิดด้วยเดรัจฉานวิชา”   มีพระบาลีว่า  “ยถา  วา  ปเนเก  โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สทฺธาเทยฺยานิ  โภชนานิ  ภุญฺชิตฺวา  เต  เอวรูปาย  ติรจฺฉานวิชฺชาย  มิจฺฉาชีเวน  ชีวิกํ  กปฺเปนฺติ   ฯ

ทำกับเลี้ยงชีพผิด ความหมายต่างกัน  แค่การใช้คำตามพระศาสดาโดยมีคำแปลไทยที่ผู้ศึกษาบาลีแปลไว้ให้เสร็จสรรพ พระคึกฤทธิ์ยังทำไม่ตรง แล้วจะอธิบายธรรมตรงตามพุทธดำรัสพระศาสดาหรือ


การที่พระพุทธเจ้าตรัสห้ามภิกษุ  “เลี้ยงชีพผิดด้วยเดรัจฉานวิชา”  นั้นเป็นเพราะทรงเกรงว่าภิกษุจะไปหลอกลวงชาวบ้าน  หาเงิน  หาทอง  กับชาวบ้าน อันเป็นการบริโภคปัจจัยอันมีโทษ และเป็นวิชาที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์อันจะนำมาซึ่งความหลุดพ้น  จึงทรงตรัสห้าม

เหตุเพราะภิกษุเป็นผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยการ  “ขอ”  ด้วยการ  “ให้โดยศรัทธา”  ของชาวบ้าน  จึงทำให้ภิกษุมีสัมมาอาชีวะ  เพราะรับปัจจัยสี่ที่เขาเต็มใจให้ด้วยศรัทธา   จึงเป็นหนทางให้อริยมรรคมีองค์แปดเจริญได้

พระศาสดาไม่เคยตรัสว่า   “ทำเดรัจฉานวิชาแล้วตกอบาย”  ทั้งหมดล้วนเป็นความเข้าใจผิดของพระคึกฤทธิ์และสาวกเอง

พระศาสดาทรงตรัสแต่เพียงว่า  การเลี้ยงชีพผิด (มิจฉาอาชีวะ) นั้น เป็นเครื่องที่ทำให้พลาดสวรรค์  พลาดมรรคผล  เท่านั้น


อนึ่ง  ไม่พึงตีความตามใจตนเองว่า  พลาดสวรรค์คือการตกอบาย เพราะมิฉะนั้นท่านจะเป็นผู้กล่าวตู่พระศาสดา  หากพระศาสดาทรงประสงค์จะชี้ว่า  การเลี้ยงชีพผิดด้วยเดรัจฉานวิชาแล้วตกอบาย จะทรงตรัสชัดเหมือนทุกพระสูตรที่ทรงตรัสเรื่องการตกอบาย  


ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยมิจฉัตตะ จึงมีการพลาดจากสวรรค์และมรรคผล ไม่มีการบรรลุสวรรค์และมรรคผล เพราะอาศัยมิจฉัตตะอย่างไร จึงมีการพลาดจากสวรรค์และมรรคผล ไม่มีการบรรลุสวรรค์และมรรคผล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความเห็นผิด ย่อมมีความดำริผิด ผู้มีความดำริผิด ย่อมมีวาจาผิด ผู้มีวาจาผิด ย่อมมีการงานผิด ผู้มีการงานผิด ย่อมมีการเลี้ยงชีพผิด  ผู้มีการเลี้ยงชีพผิด ย่อมมีความพยายามผิด ผู้มีความพยายามผิด ย่อมมีความระลึกผิด ผู้มีความระลึกผิด ย่อมมีความตั้งใจผิด ผู้มีความตั้งใจผิด ย่อมมีความรู้ผิด ผู้มีความรู้ผิด ย่อมมีความหลุดพ้นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยมิจฉัตตะอย่างนี้แล จึงมีการพลาดจากสวรรค์และมรรคผล ไม่มีการบรรลุสวรรค์และมรรคผล ฯ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต


การเลี้ยงชีพผิด  ไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิที่จะทำให้ตกอบาย 

มิจฉาทิฏฐิที่จะทำให้ตกอบายนั้น ทรงตรัสไว้ดังนี้ 

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นมิจฉาทิฐิมีความเห็นวิปริตว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การเช่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์พวกที่เกิดผุดขึ้นไม่มี สมณะพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนหมู่สัตว์ให้รู้ตามไม่มีในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าทิฐิวิบัติ.... เพราะทิฐิวิบัติเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลายเมื่อกายแตกตายไป ย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก.....ฯ”

พระคึกฤทธิ์ไปอธิบายว่า  พระที่ทำน้ำมนต์  คนที่รับการพรมน้ำมนต์ ลามปามไปถึงพระราชพิธีหลวงมีความเห็นผิดว่า  น้ำมนต์เป็นเครื่องดลบันดาล  จนถึงกับพูดว่า  "อย่าไปเรียกว่าทำน้ำมนต์ให้เรียกว่า ทำน้ำเดรัจฉานวิชา”  นั้น เป็นการพูดเกินคำพระศาสดา  และพูดโดยเดาเอาเองด้วยความคิดของตนเองว่า  พระที่ทำน้ำพระพุทธมนต์  คนที่พรมน้ำพระพุทธมนต์นั้น ทำไปด้วยความเชื่อว่า  กรรมไม่มี น้ำมนต์ดลบันดาล

ทั้งๆ ที่พระศาสดาอธิบายเรื่องการไม่เชื่อผลของกรรมไว้ชัดเจนว่า  “ผลวิบากของกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี”  ซึ่งหมายถึง  ความไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรมนั่นเอง 

ดังนั้น  การฟังพระคึกฤทธิ์อธิบายเรื่องเดรัจฉานวิชาผิดๆ จึงส่งผลให้สาวกของพระคึกฤทธิ์เที่ยวจาบจ้วง ด่าพอ   เอานรกมาขู่ทั้งพระ  ทั้งโยม  ไปทั่ว  ทั้งหมด เริ่มจากการอธิบายเรื่องเดรัจฉานวิชาที่ผิด  ใช้ศัพท์ผิด ไม่กล่าวตามคำพระศาสดา  ไม่ศึกษาพระดำรัสให้ดีนั่นเอง  

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เตือนศิษย์วัดนาป่าพง หยุดแอบอ้างเบื้องสูงเสียที

ข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะเขียนบทความทำนองนี้ แต่เพราะทนไม่ได้ที่จะเห็นสาวกวัดนาป่าพงเกาะกระแสเจ้านาย พระบรมวงศานุวงศ์หวังอาศัยเกาะกระแสสร้างความโด่งดังให้อาจารย์ตนเอง รวมถึงหวังอาศัยปิดปากผู้ที่คัดค้านการบิดเบือนพระธรรม  ประกอบธุรกิจค้าขายธรรมของอาจารย์ตนและมูลนิธิต่างๆ รวมถึงเครือข่ายของอาจารย์ตน

ภาพหลักฐานมากมายที่ถูกส่งมายังข้าพเจ้า เป็นภาพหลังฐานสาวกวัดนาป่าพงตามโลกอินเตอร์เน็ต ผู้ให้การสนับสนุนการเผยแพร่ธรรมแบบผิดๆ ของพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ที่มักนำภาพที่พระคึกฤทธิ์เข้ารับพระราชทานสิ่งของอะไรสักอย่างจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  ขึ้นโพสต์โดยที่ผู้โพสต์เองก็ไม่ได้รู้ว่าสิ่งของที่พระอาจารย์ตนเองได้รับพระราชทานมานั้นคืออะไร

หลักฐานการแอบอ้างว่าอีกไม่นานพุทธวจนสถาบันก็จะอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำให้ประชาชนสับสนหลงผิด ทั้งๆ ที่ควรจริงแล้ว พุทธวจนสถาบันและวัดนาป่าพงเองไม่ได้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ใดๆ เพียงแต่ทำเอ็มโอยู กับโครงการในพระราชดำริเท่านั้น ซึ่งโครงการในพระราชดำริ ไม่ใช่โครงการในพระบรมราชูปถัมภ์  เป็นแต่เพียงส่วนราชการหรือหน่วยงานใดจะรับสนองพระราชดำริมาปฏิบัติก็สามารถตั้งเป็นโครงการได้ เท่านั้น!!!!

ต่อมายังไม่พอ เมื่อครั้งพระคึกฤทธิ์ฯ จัดงานอีเว้นท์ที่เมืองทองธานี  สาวกได้ขอพระราชทานพานพุ่มจากพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระองค์ก็ทรงพระราชทานให้โดยให้ผู้แทนพระองค์นำไปถวายให้พระคึกฤทธิ์ในงานอีเว้นท์ดังกล่าว  สาวกพระคึกฤทธิ์พากันถ่ายรูปโพสต์อวดอ้างกันเป็นการใหญ่ ทำนองพระองค์ภาทรงสนับสนุนพระคึกฤทธิ์  แล้วฝ่ายผู้คัดค้านจะว่าอย่างไร

ล่าสุดเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘  ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ พระราชทานเทียนจำนำพรรษาถวายแด่วัดทั่วประเทศไทยจำนวน ๗๗ วัด และหนึ่งใน ๗๗ วัดนั้นก็มีวัดนาป่าพงรวมอยู่ด้วย  ทางวัดนาป่าพงได้ทำการถ่ายทอดสดออกอากาศโดยสถานีของทางวัดเอง  ไม่ทราบว่าได้รับอนุญาตจากสำนักราชเลขาหรือสำนักพระราชวังให้ทำข่าว เผยแพร่ภาพและเสียงหรือไม่

ขอให้สาวกวัดนาป่าพงทุกท่านทราบว่า  การนำภาพเจ้านายพระบรมวงศานุวงศ์หรือพระราชกรณียกิจแม้แต่จะเป็นภาพที่เราถ่ายเองขึ้นเผยแพร่โดยพลการนั้นทำไม่ได้ เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  แม้แต่งานพระราชทานปริญญาบัตร ช่างภาพที่เข้าไปถ่ายภาพยังต้องได้รับอนุญาต  ส่งชื่อช่างภาพเข้าสำนักพระราชวังเพื่อบันทึกประวัติ ทำการตรวจสอบต่างๆ เราจะเอากล้องเข้าไปถ่ายเองไม่ได้

ทั้งหมดเป็นไปเพื่อป้องกันมิให้พระเกียรติของพระบรมวงศานุวงศ์ต้องเสื่อมเสีย ต้องถูกนำไปแอบอ้างอย่างที่สาวกวัดนาป่าพงกระทำอยู่ทุกวันนี้ 

การทำข่าวใดๆ ที่เกี่ยวกับพระราชวงศ์หรือพระกรณียกิจจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาต การนำพระบรมฉายาลักษณ์ขึ้นโพสต์หรือเผยแพร่จะกระทำไม่ได้เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากสำนักราชเลขา เพราะหากทำกันได้ทั่วไป ก็จะเกิดกรณีนำภาพขึ้นเผยแพร่แล้วใส่ความเห็นของตนเอง เช่นความเห็นว่าพระองค์ภายังสนับสนุนพระคึกฤทธิ์ เพื่อหวังโฆษณาดึงศรัทธาประชาชนและใช้ปิดปากผู้คัดค้าน 

และขอให้สาวกวัดนาป่าพงเข้าใจด้วยว่า  หากแม้ว่าวัดนาป่าพงจะได้รับพระบรมราชูปถัมภ์ก็ตาม  ก็ไม่ได้ทำให้พระคึกฤทธิ์มีสิทธิบิดเบือน ตัดทอนพระไตรปิฎกแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เมื่อไหร่ที่พระคึกฤทธิ์ได้รับพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ ชาวพุทธจะได้ทำการถวายฎีกาได้อย่างถนัด โดยไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทหรือไม่

ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าวัดนาป่าพงได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาหรือยัง  ก่อนสาวกจะคุยอวดโอ้โหนเจ้านายดันอาจารย์ตนเอง  น่าจะไปตรวจสอบดูวิสุงคามสีมาเสียก่อน ถ้ายังไม่ได้รับพระราชทาน น่าจะเป็นการยากที่วัดนาป่าพงจะเข้าอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยกระดับขึ้นเป็นพระอารามหลวง 


บทความนี้ จึงขอเตือนสาวกพระคึกฤทธิ์ทั้งหลาย  หยุดการแอบอ้างเจ้านาย  ดึงพระเกรียติของพระบรมวงศานุวงศ์ลงมาใช้เพื่อสนับสนุนพระคึกฤทธิ์เสียที

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

วิเคราะห์กรณีพระคึกฤทธิ์รับเทียนจำนำพรรษาพระราชทานกับการใส่อังสะแสดงธรรม

เมื่อวานวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘  ทางวัดนาป่าพงมีการเผยแพร่ภาพและเสียงทางทีวีของทางวัดในพิธีการที่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ ทรงให้ผู้แทนพระองค์นำเทียนพระราชทานในพระองค์ไปถวายวัดนาป่าพง ซึ่งเป็นพระกรณียกิจปกติที่พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีเช่นนี้ตลอดมา และมีการถวายเทียนพรรษาในพระองค์รวม ๗๗ จังหวัดทั่วประเทศไทย

อ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าวไทย


ภาพที่ปรากฏบนจอซึ่งทางวัดนาป่าพงถ่ายทอดสด (ไม่ทราบว่าการถ่ายทอดสดครั้งนี้ ได้ทูลขอพระราชทานอนุญาตแล้วหรือไม่หรือว่าถ่ายทอดเองโดยพลการ) เป็นภาพพระคึกฤทธิ์ครองจีวรเรียบร้อย  ซึ่งต่างจากตอนที่พระคึกฤทธิ์แสดงธรรมแก่ชาวบ้านทั่วไป โดยจะครองอังสะตัวเดียวนั่งบนเก้าอี้แล้ว  “แสดงธรรม” 

มีสมาชิก   Facebook    ของข้าพเจ้าถามมาเสมอว่า  พระคึกฤทธิ์ทำถูกต้องตามพุทธวจนะหรือเปล่าที่ใส่อังสะตัวเดียวแสดงธรรม ข้าพเจ้าได้แต่ตอบว่า  ผิดหรือไม่ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ แต่พระพุทธเจ้าไม่เคยทำ  ตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าจะครองอันตรวาสกเรียบร้อยทุกครั้งก่อนแสดงธรรม

"ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรจีวรแล้ว เสด็จไปทางอาคารพักแรมพร้อมกับพระสงฆ์ ทรงชำระพระบาทยุคลแล้วเสด็จเข้าสู่
อาคารพักแรม ประทับนั่งพิงเสากลางผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก แม้พระสงฆ์เหล่านั้นก็ล้างเท้าแล้ว เข้าสู่อาคารพักแรมนั่งพิงฝาด้านตะวันตก ผินหน้าไปทางทิศตะวันออก ห้อมล้อมพระผู้มีพระภาค แม้อุบาสกอุบาสิกาชาวตำบลบ้านปาฏลิก็ล้างเท้าแล้วเข้าสู่อาคารพักแรม นั่งพิงฝาด้านตะวันออก ผินหน้าไปทางตะวันตกห้อมล้อมพระผู้มีพระภาค  ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเทศนาโปรดอุบาสก อุบาสิกา ชาวตำบลบ้านปาฏลิฯลฯ"  พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัย
ปิฎก เล่มที่ ๕  มหาวรรค ภาค ๒

น่าแปลกที่ทุกครั้งที่ชาวบ้านพากันติเตียนพฤติกรรมอาจาระไม่งามของพระคึกฤทธิ์ในเรื่องการใส่อังสะแสดงธรรมแล้วอัดคลิปโหลดยูทูปกระจายไปทั่วโลก  สาวกพระคึกฤทธิ์ต่างพากันแก้ตัวให้พระคึกฤทธิ์ว่า  ท่านอยู่ในวัดสามารถครองอังสะตัวเดียวได้  ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสงสัย อยากตั้งคำถามว่า  ถ้าเช่นนั้น  พระคึกฤทธิ์ก็สามารถแก้ผ้า  แก้ผ่อนในกุฏิเรือนนอนแล้วอัดคลิปลงยูทูปกระจายไปทั่วโลกได้ใช่หรือไม่  หรือว่าสาวกที่พูดแบบนี้จะทดลองดู กล้าหรือเปล่าที่จะแก้ผ้าอยู่ในบ้านแล้วอัดคลิปกระจายไปทั่วโลก 

และน่ากังขาหนักเข้าไปใหญ่ว่า  เมื่อมีคนชั้นสูงมาพบพระคึกฤทธิ์  พระคึกฤทธิ์จะครองจีวรเรียบร้อยออกมารับแขกเสมอ  ยิ่งเมื่อมีการนำเทียนพรรษาพระราชทานของเจ้านายมาถวาย พระคึกฤทธิ์ก็อยู่ในวัดเช่นเดียวกัน  ทำไมไม่กระทำอย่างเดียวกับที่เคยทำตามปกติคือ  “ครองอังสะตัวเดียวรับเทียนพรรษาแล้วอัดคลิปกระจายไปทั่วโลก” 


เหตุผลเพราะอะไร  ตกลงการอยู่ในวัดจึงทำให้ครองอังสะตัวเดียวถ่ายคลิปกระจายไปทั่วโลกได้จึงไม่น่าจะใช่เหตุผลที่สมเหตุสมผลเสียกระมั้ง  หรือว่า  พระคึกฤทธิ์เองก็แบ่งชนชั้นในการรับแขก ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดาก็ทำตัวสบายๆ  แต่ถ้าเป็นเจ้านายหรือคนชั้นสูงก็ครองผ้าเสียให้เรียบร้อย เพื่อให้สมเกียรติผู้มาเยือน  เพราะเกียรติของผู้มาเยือนต่างกัน เช่นนั้นหรือ ?





 ตอนรับเทียนพรรษาจากสาวกตนเองที่เป็นชาวบ้าน ใส่อังสะตัวเดียวเองหรือ เหตุใดช่างต่างกัน





วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

หนอนพระไตรปิฎกท้าดีเบตพระคึกฤทธิ์ นิมนต์เวทีสาธารณะท้องสนามหลวง

มีเพื่อนสมาชิก Facebook ของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นศิษย์เก่าที่เคยเลื่อมใสศรัทธาวัดนาป่าพง บัดนี้ได้ทราบข้อมูลหลายอย่างและเลิกเลื่อมใสศรัทธาแล้ว ส่งข้อความมาถามข้าพเจ้าดังนี้

“เคยมีเพื่อนจากวัดนาป่าพงเช่นกันค่ะ  ตอนนั้นเขาบอกว่า มีผู้หญิง ท่านหนึ่งโจมตี พอจ.วัดนาป่าพง  จะเอานักข่าว หรือทีวี มาด้วย เพื่อมานั่งถกเรื่องพุทธวจน  แต่เอาไปเอามา   ผู้หญิงท่านนั่นไม่ยอมมาตามนัด และหายเข้ากลีบเมฆไปค่ะ  แต่พอจ. และลูกศิษย์ก้อรอยู่นะคะ  แต่ทำไมไม่มา  อันนี้เขาเล่าให้ฟังนะคะ  เขาเองก็เป็นลูกศิษย์ระดับสูงค่ะ”

เมื่อได้ฟังเพื่อนสมาชิกท่านนี้เล่า บอกได้คำเดียวว่า  “มุสา”  โกหกหลอกลวงไปวันๆ เป็นสรณะของพระคึกฤทธิ์และเหล่าสาวกวัดนาป่าพงเลยทีเดียว

สาวกพระคึกฤทธิ์ชอบอ้างว่าคณะของเรานัดแล้วไม่ไปตามนัด ไม่ยอมเข้าไปพบท่านคึกฤทธิ์

ความจริง เราโทรนัด ส่งจดหมายลงทะเบียนตอบรับเพื่อนัดหมาย ทางวัดนาป่าพงก็เลื่อนนัดอย่างไม่มีกำหนด อ้างว่าไม่ว่างบ้าง ติดกิจนิมนต์บ้าง คิวเต็มบ้าง จนเราคิดว่ารอไม่ไหว ร้องเรียนเลยดีกว่า

มีพระภิกษุผู้ศึกษาพระไตรปิฎก อรรถกถา บาลีใหญ่ (พระอาจารย์สมบูรณ์ ฉนฺทโก) ท่านเดินทางมาจากประจวบขอเข้าพบคึกฤทธิ์ มีพระอัครสาวกของท่านคึกฤทธิ์มาสอบถาม เมื่อรู้ว่าจะมาคัดค้านและแลกเปลี่ยนความจริงในเรื่องนี้ ก็ให้นั่งรอจนสามทุ่ม จนท่านรอไม่ไหว ต้องกลับประจวบในคืนนั้นเลย

เลิกมุสาวาทได้แล้วท่านคึกฤทธิ์ หลักฐานและพยานมีทุกประการ แน่จริงออกมาสนามหลวงเลยดีกว่า อย่ามัวโกหกสาวกไปวันๆ เลย มันน่าอาย

ฟังหลักฐานคลิปขอนัดหมาย
http://www.youtube.com/watch?v=2gdoDP11LPQ

คลิปขอเลื่อนการนัดหมายจากวัดนาป่าพง
http://youtu.be/Nyr34Jkx74A

จดหมายเปิดผนึกถึงพระคึกฤทธิ์ให้เตรียมการสำหรับการนัดหมาย


ชมหลักฐานภาพทางไลน์ที่เราแจ้งขอเลื่อนกำหนดการนัดหมายให้กระชับเข้ามาแต่ก็ถูกปฏิเสธ จนเบื่อ ต้องใช้วิธีการร้องเรียนต่อรัฐบาล จนบัดนี้ท่านคึกฤทธิ์ก็ยังไม่ออกมา 













วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

พระสารีบุตรทูลแนะนำพระพุทธเจ้า "ผิด!!!" กับกรณีพระพุทธเจ้าแนะนำพระมหากัสสปะ





พระคึกฤทธิ์มักจะยกกรณีพระสารีบุตรทูลถวายคำแนะนำพระพุทธเจ้าแล้วพระองค์ไม่เห็นด้วยมาแสดงกับสาวกของตนเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของพระสารีบุตร โดยกล่าวหาว่าพระสารีบุตร "ผิด!!!" หลายครั้งหลายครา

แต่เรื่องที่พระสารีบุตรแนะนำให้ทำสังคายนาจำลองพระพุทธเจ้าทรงตรัสอนุโมทนาจนการสังคายนาจำลองนั้นได้เกิดขึ้นจริงหลังพุทธปรินิพพาน ให้พวกเราได้มีพระธรรมคำสอนของพระศาสดาได้ศึกษา รู้ผิด รู้ชั่ว รู้ดี มาจนทุกวันนี้ พระคึกฤทธิ์ไม่เคยพูดให้สาวกฟัง

การแนะนำใดๆ ที่พระสารีบุตรหรือพระสาวกกระทำต่อพระศาสดานั้น ไม่จำเป็นที่พระศาสดาต้องเห็นด้วย แม้แต่พระศาสดาเองทรงแนะนำให้พระมหากัสสปะให้เลิกถือธุดงควัตร แต่พระมหากัสสปะไม่เห็นด้วยกับพระศาสดาจึงไม่ยอมเลิกถือธุดงควัตร

ถ้าตรรกะของพระคึกฤทธิ์คือพระสารีบุตรทูลแนะนำ พระศาสดาไม่เห็นด้วยคือพระสารีบุตร "ผิด!!!" ตรรกะวิบัติเช่นนี้จะไม่ทำให้พระศาสดาเป็นผู้ผิดด้วยการแนะนำพระมหากัสสปะแล้วท่านไม่เห็นพ้องด้วยดอกหรือ

ดังนั้น การเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยของพระศาสดาในคำแนะนำของพระสาวก หรือที่พระสาวกจะการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยตามคำแนะนำของพระศาสดา ย่อมขึ้นอยู่กับเหตุและผลของแต่ละท่านทั้งสิ้น ไม่ควรอย่างยิ่งที่พระคึกฤทธิ์จะนำความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยของพระศาสดาที่มีต่อพระสารีบุตรมาเป็นข้อชี้ว่าพระสารีบุตร "ผิด!!!"

[๔๗๙] เมื่อพระมหากัสสปนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า กัสสป บัดนี้เธอชราแล้ว ผ้าป่านบังสุกุลเหล่านี้ของเธอหนัก ไม่น่านุ่งห่ม เพราะเหตุนั้นแล เธอจงทรงคฤหบดีจีวร จงบริโภคโภชนะที่เขานิมนต์แลจงอยู่ในสำนักของเราเถิด ฯ

ท่านพระมหากัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นเวลานานมาแล้ว ข้าพระองค์เป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตรและกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร เป็นผู้มีความมักน้อย และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้มักน้อย เป็นผู้สันโดษ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษเป็นผู้สงัดจากหมู่ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสงัดจากหมู่ เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความไม่คลุกคลี เป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียร ดังนี้ ฯ

[๔๘๐] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรกัสสป ก็เธอเล็งเห็นอำนาจประโยชน์อย่างไร จึงเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร สิ้นกาลนาน ฯ
เป็นผู้เที่ยวไปบิณฑบาตเป็นวัตร ... เป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ... เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ...
เป็นผู้มักน้อย ... เป็นผู้สันโดษ ... เป็นผู้สงัดจากหมู่ ...เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ... เป็นผู้ปรารภ
ความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียร ดังนี้ ฯ

[๔๘๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เล็งเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ จึงอยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตรสิ้นกาลนาน ฯลฯ เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ... ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ... ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ... มีความปรารถนาน้อย ... เป็นผู้สันโดษ ... เป็นผู้สงัดจากหมู่ ...เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ เป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่ง ความปรารภความเพียร เล็งเห็นการอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม และอนุเคราะห์ประชุมชนในภายหลังว่า ทำไฉน ประชุมชนในภายหลังพึงถึงทิฏฐานุคติว่า ได้ยินว่า พระพุทธเจ้าและพระสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า ที่ได้มีมาแล้ว ท่านเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความ อยู่ป่าเป็นวัตรสิ้นกาลนาน ฯลฯเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ... ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ... ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ...เป็นผู้มักน้อย ... เป็นผู้สันโดษ ... เป็นผู้สงัดจากหมู่ ... เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ...เป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียรมาแล้วสิ้นกาลนาน ท่านเหล่านั้นจักปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น ข้อปฏิบัติของท่านเหล่านั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข สิ้นกาลนานดังนี้

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เล็งเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการเหล่านี้ จึงอยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความอยู่ป่าเป็นวัตร เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ... ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ... ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ... มีความปรารถนาน้อย ...เป็นผู้สันโดษ ... เป็นผู้สงัดจากหมู่ ... เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ... ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการ ปรารภความเพียรสิ้นกาลนาน ฯ


[๔๘๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละ ดีละ กัสสป ได้ยินว่า เธอปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดูกรกัสสป เพราะเหตุนั้นแล เธอจงทรงผ้าป่านบังสุกุลอันไม่น่านุ่งห่ม จงเทียวบิณฑบาต และจงอยู่ในป่าเถิด ฉะนี้ ฯ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ - พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค 

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

พระศาสดาทรงอนุญาตคำสาวก


            ไม่มีใครแม้สักคนที่จะปฏิเสธคำสอนของพระศาสดา  แต่สิ่งที่เราปฏิเสธวัดนาป่าพงคือคำสอนของวัดนาป่าพงที่สอนประชาชนห้ามฟังคำสาวก

            วัดนาป่าพงโดยพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เป็นบุคคลแรกที่เผยแพร่แนวคิด “ห้ามฟังคำสาวก” โดยยกพระสูตรเพียงพระสูตรเดียว ซึ่งเกิดจากการตีความพระบาลีผิดด้วยตนเองไม่ได้ศึกษาภาษาบาลี ขาดองค์ความรู้ด้านภาษาบาลี สั่งสอนประชาชนว่า ให้ฟังแต่คำพระพุทธเจ้าเท่านั้น ห้ามฟังคำสาวกแม้แต่คำสาวกระดับพระอรหันต์ผู้เลิศทางปัญญาอย่างพระสารีบุตรก็ห้ามฟัง  เป็นเหตุให้ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาพระไตรปิฎก ขาดความรู้ด้านภาษาบาลีหลงเชื่อและพากันเผยแพร่แนวคิดนี้ออกไปอย่างกว้างขวาง  ความจริงแล้ว พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่าห้ามฟังคำสาวกเลยแม้พระสูตรเดียว โดยเฉพาะสาวกผู้เป็นพระอรหันต์ซึ่งพระองค์ทรงรับรองความเป็นพระอรหันต์และแต่งตั้งให้เป็นผู้เลิศในด้านต่างๆ ด้วยพระองค์  

            วัดนาป่าพงได้นำเอา “อาณิสูตร”  ความว่า สุตตันตะเหล่าใดมีนักกวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสรวย มีพยัญชนะอันวิจิตรเป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก, เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่,เธอจักฟังด้วยดี จักเงี่ยหูฟัง จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียนไป.  ภิกษุทั้งหลาย ! ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้น ที่เป็นคำของตถาคตเป็นข้อความลึก  มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตาจักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล.  โดยนำเอาคำว่า “สาวกภาษิต (คำกล่าวของสาวก)” มาตีความว่า หมายถึง “คำสาวกในพระพุทธศาสนาไม่เว้นแม้แต่คำพระอรหันตสาวกเช่นพระสารีบุตร”   มีผู้รู้บาลีหลายท่านในประเทศไทย ต่างแสดงความเห็นว่า การตีความเช่นนี้ เป็นการตีความที่ผิด เพราะภาษาบาลีของพระสูตรนี้ มีกำกับไว้ชัดเจนแล้วด้วยศัพท์บาลีว่า   “พาหิรกา”  ซึ่งแปลว่า  “มีในภายนอก”  เมื่อนำมาแปลรวมกับศัพท์ว่า “สาวกภาสิตา” จึงต้องแปลว่า  “คำสาวกที่มีมาในภายนอก”  ซึ่งหมายถึง ภายนอกพระพุทธศาสนา ก็คือ ลัทธิอื่น ศาสนาอื่น นั่นเอง 

            และมิใช่เพียงนัยทางภาษาบาลีเท่านั้น ยังมีอีกหลายพระสูตรในพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าตรัสให้ฟังคำสาวกของพระองค์  ในขณะที่พระคึกฤทธิ์ฯ สอนว่า คำสาวกแม้แต่พระอรหันตสาวกผู้เลิศทางปัญญา (ซึ่งหมายถึงพระสารีบุตร)  ก็ฟังไม่ได้  แต่พระพุทธเจ้าตรัสสอนสาวกทั้งหลายของพระองค์ให้เสพคบ ให้ฟังคำพระสารีบุตรซึ่งพระสูตรนี้พระคึกฤทธิ์ไม่เคยนำมาสอนประชาชนเลย  โดยพระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเสพ จงคบสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด ทั้งสองรูปนี้เป็นบัณฑิตภิกษุ ผู้อนุเคราะห์ผู้ร่วมประพฤติพรหมจรรย์  สารีบุตรเปรียบเหมือนผู้ให้กำเนิด โมคคัลลานะเปรียบเหมือนผู้บำรุงเลี้ยงทารกที่เกิดแล้ว  สารีบุตรย่อมแนะนำในโสดาปัตติผล โมคคัลลานะ ย่อมแนะนำในผลชั้นสูง  สารีบุตรพอที่จะบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายซึ่งอริยสัจ ๔ ได้โดยพิสดาร”  พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ข้อ ๖๙๙ 

และมิใช่มีเพียงพระสูตรเดียวเท่านั้น ยังมีอีกหลายพระสูตรนับเป็นสิบ นับเป็นร้อย ที่พระพุทธเจ้าตรัสอนุญาตให้ฟังคำสาวกของพระองค์ได้

พระพุทธเจ้าทรงกำชับว่า หากไม่เข้าใจคำสอนของพระองค์ให้เข้าไปไต่ถามภิกษุสาวกของพระองค์ได้ เพราะสาวกของพระองค์นั้น สามารถอธิบายให้เข้าใจได้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยภิกษุพอจะเป็นที่พึ่งได้อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเข้าไปหาภิกษุ ผู้เป็นพหูสูต เรียนจบคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัยทรงมาติกา ตามเวลา แล้วไต่ถาม สอบสวนว่า ท่านผู้เจริญ พระพุทธพจน์นี้อย่างไร ความแห่งพระพุทธพจน์นี้อย่างไร ท่านเหล่านั้น ย่อมเปิดเผยธรรมที่ยังไม่เปิดเผย ย่อมทำธรรมที่ยังมิได้ทำให้ตื้นแล้วให้ตื้น และย่อมบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยมิใช่น้อยแก่ภิกษุนั้น”  พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒  อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต ข้อ ๔๕๙

            พระพุทธเจ้าตรัสย้ำว่า สาวกของพระองค์สามารถสอนให้ปุถุชนบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกับพระองค์  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมไปฟังธรรมของพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การฟังนี้ยอดเยี่ยมกว่าการฟังทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน”  พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ข้อ ๓๐๑

            การศรัทธาหยั่งลงมั่นในพระตถาคตโดยส่วนเดียว ตามที่วัดนาป่าพงเข้าใจว่าหมายถึงให้ฟังคำพระตถาคตเพียงผู้เดียว ข้อนั้นจึงเป็นความเข้าใจที่ผิด  โดยพระคาถาว่า  ตถาคเต  เอกนฺตคโต  อภิปฺปสนฺโน (ตะ ถา คะ เต  เอ กัน ตะ คะ โต อะ ภิป ปะ สัน โน)  เลื่อมใสอย่างยิ่ง ในส่วนเดียวต่อพระตถาคต มิได้มีความหมายว่า ให้เลื่อมใสพระตถาคตเพียงคนเดียว แต่หมายถึงการไม่เลื่อมใสในศาสดาของลัทธิอื่น ศาสนาอื่น  ซึ่งหากตีความอย่างที่วัดนาป่าพงตีความ เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าตรัสให้เลื่อมใสพระองค์คนเดียวก็จะขัดแย้งกับคำสอนของพระองค์ซึ่งให้เลื่อมใสสาวกของพระองค์ด้วย  ดูกรภิกษุทั้งหลายส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมได้ศรัทธาในพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การได้นี้ยอดเยี่ยมกว่าการได้ทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน”  อ้างแล้วในวรรคก่อน
            
ต่อมาหลังจากที่พระคึกฤทธิ์ฯ วัดนาป่าพง ได้รับทราบว่ามีพระสูตรเหล่านี้ปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎกจึงกล่าวแก้ว่า  คำสาวกที่พระพุทธเจ้าให้ฟังได้ต้องได้รับการรับรองจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น  คำกล่าวแก้นี้ไม่เป็นความจริงเพราะในพระไตรปิฎกมีคำสอนของพระอรหันต์มากมายที่พระพุทธเจ้าไม่ได้รับรองหากแต่เป็นคำสอนที่คล้อยตามพระพุทธเจ้า อยู่ในแนวทางคำสอนของพระพุทธศาสนาก็สามารถรับฟังได้  พระพุทธเจ้าคงไม่สามารถตามไปรับรองคำสอนของพระสาวกได้ทุกรูป นอกจากมีผู้นำคำสอนของพระสาวกมาทูลถามพระพุทธเจ้าให้พระองค์รับรอง พระองค์จึงทรงรับรอง  การรับรองคำสาวกจึงไม่ใช่หลักการทางพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าต้องรับรองทุกราย  แต่ทรงประทานหลักมหาปเทสสี่และหลักตัดสินธรรมวินัยไว้ให้ผู้ฟังได้ใช้ในการพิจารณาด้วยตนเอง

การที่พระคึกฤทธิ์ฯ  ดำริแนวการสอนของตนว่า  ห้ามฟังคำสาวกทั้งสิ้น เว้นแต่คำสาวกนั้นต้องเป็นคำสาวกที่พระพุทธเจ้ารับรอง จึงเป็นการตัดตอนหลักมหาปเทสสี่และหลักตัดสินธรรมวินัยแปดไม่ให้มีที่ใช้เสียทีเดียว ด้วยความคิดว่า  “ไม่ต้องไปฟังทั้งสิ้นเลย”  ถ้าหากเป็นเช่นนั้น  คำสาวกนอกพุทธกาลอย่างหลวงปู่  หลวงตา รวมถึงคำสอนของพระคึกฤทธิ์ที่อธิบายว่า “นิพพานคือช่องว่างในที่คับแคบ”  ก็ไม่ควรจะฟังเลย  และไม่ควรจะต้องใช้หลักมหาปเทสสี่และหลักตัดสินพระธรรมวินัยเลยเช่นนั้นหรือ

การที่พระพุทธศาสนายั่งยืนมาจนถึงปัจจุบัน ผ่านกาลเวลามาเป็นเวลาสองพันกว่าปีนั้น เป็นไปด้วยพระดำรัสของพระศาสดาที่สั่งสาวกว่า ให้นำคำสอนของพระองค์ไปประกาศ และทรงมีพุทธานุญาตให้อธิบายคำสอนได้ด้วยในกรณีที่ผู้ฟังไม่เข้าใจ  ดังพระดำรัสที่ผู้เขียนได้ยกมาในเบื้องต้นแล้ว “ภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป  เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก  เพื่ออนุเคราะห์โลก  เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงอย่าไปทางเดียวกันสองรูป  พวกเธอจงแสดงธรรม  งามในเบื้องต้น  งามในท่ามกลาง  งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์  พร้อมทั้งอรรถ  พร้อมทั้งพยัญชนะ  บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง  แม้เราก็จักไปยังอุรุเวลเสนานิคมเพื่อแสดงธรรมพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗  สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ข้อ ๔๒๘

กล่าวโดยสรุป  พระพุทธเจ้าทรงจำแนกเรื่องคำสาวกในอนาคตกาล ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังศาสดาของแต่ละลัทธิ แต่ละศาสนาสิ้นไป นี้ไว้เป็น ๓ ประเภท ดังนี้

๑.      คำสาวกนอกพระพุทธศาสนา  ไม่เงี่ยโสตลงฟังเลย
๒.    คำพระอรหันตสาวกที่พระองค์ทรงรับรองความเป็นพระอรหันต์แล้ว ปรากฏอยู่ในพระ
ไตรปิฎก  ให้ฟังได้ ให้ปฏิบัติตาม
๓.    คำสาวกในพระพุทธศาสนาหลังพุทธปรินิพพาน  ให้ใช้หลักมหาปเทสสี่และหลักตัดสินพ
ธรรมวินัย ตัดสินเอาด้วยปัญญาของผู้ฟังเอง