วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

พุทธวจน อ่านว่า พุด ทะ วะ จน ไม่ใช่ พุด ทะ วะ จะ นะ

เช้าวันนี้ สมาชิกส่งลิงค์การถกเถียงเรื่อง คำว่า พุทธวจน ที่วัดนาป่าพงใช้มาให้ดู เมื่อตามไปอ่านแล้วขบขันสาวกวัดนาป่าพงท่านหนึ่งที่เถียงคอเป็นเอ็นในฐานะเป็น "กูรู้" (มิใช่กูรู) หนำซ้ำอ้างว่าตนไปถามมหาเปรียญและอนุศาสนาจารย์มาแล้วว่า พุทธวจน เป็นภาษาบาลี จึงไม่อ่านตัวสะกดว่า ว จน  เมื่อเจ้าของบทความได้ถามหาศัพท์ตามพจนานุกรม สาวกวัดนาป่าพงก็ไปนำพจนานุกรมมาให้ดู ในพจนานุกรม เขียนว่า “วจน” อ่านว่า “วจนะ” มีสระอะที่ “น”  เป็นอันชัดเจนว่า ลัทธินี้เขียน พุทธวจน ไม่ถูกต้อง ข้าพเจ้าอ่านแล้วก็งง สาวกลัทธินี้อุตส่าห์หาหลักฐานมายันความผิดของตนเอง  ที่ถูกต้องเขียนว่า พุทธวจนะ

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=833777413342194&id=100001298280779&comment_id=835540756499193&notif_t=feed_comment_reply&hc_location=ufi





ชัดเจนว่า พจนานุกรมที่สาวกท่านนี้แค็ปมา วจน (บาลีอักษรไทย) วจนะ (คำอ่านบาลีอักษรไทย) และยังมีการอธิบายถึงหลักการแปลง ว เป็น พ ตามหลักการแปลงบาลีเป็นไทยอีก วจนะ จึงแปลงเป็น พจน์ 



ภาษาบาลีนั้นเป็นภาษาที่ไม่มีตัวอักษร มีแต่เสียง ดังนั้น ถ้าภาษานี้ไปอยู่ยังประเทศไทย ประเทศนั้นก็จะเขียนอักษรตามอักษรของตน  และเพื่อให้มีความแตกต่างจากภาษาไทย จึงมีการกำกับเสียงตัวสะกดไว้ด้วยพินทุ (เครื่องหมายจุดใต้ตัวอักษร)  ในสมัยก่อนใช้ ยามักการประกอบด้วย เช่น ส๎วากฺขาโต (สะ-หวาก-ขา-โต) พ๎ราห๎มณ (พราม-มะ-นะ) 

คำว่า “พุทฺธวจน” ถ้าจะเขียนเป็นอักษรไทยแล้วให้อ่านออกเสียงเป็นบาลี จะต้องมีจุด (พินทุ) ใต้ “ท” 
การอ่านออกเสียงภาษาบาลีอักษรไทย ในกรณีคำว่า พุทฺธวจน นั้น มีหลักว่า พยัญชนะตัวหน้าคือ “พ” มีสระอุกำกับอยู่แล้ว ดังนั้น พยัญชนะตัวหลังต้องอ่านออกเสียงเป็นตัวสะกด จึงต้องอ่านว่า พุด

ถ้าเขียนแบบลัทธิวัดนาป่าพงว่า “พุทธวจน” แล้วต้องการอ่านออกเสียงบาลี จะต้องอ่านว่า พุ ทะ ธะ วะ จะ นะ เพราะในเมื่อไม่มีพินทุสะกด “ท” จะอ่านออกเสียงเป็นตัวสะกดว่า พุด ไม่ได้

ข้าพเจ้าอยากถามสาวกคนนี้ว่า เขาอ่าน "พุทธรูป" ว่าอย่างไร  อ่านว่า "พุด ทะ รู ปะ" หรือเปล่า ถ้าเขาอ่านว่า พุด ทะ รูป  แล้วทำไมเขาถึงอ่าน พุทธวจน ว่า พุด ทะ วะ จะ นะ เล่า

ข้าพเจ้าเข้าใจว่า มหาเปรียญและอนุศาสนาจารย์ที่เขาไปถาม คงไม่ได้เห็นอักษรเขียนว่า "พุทธวจน" แน่นอน  สาวกสำนักนี้คงได้แต่ถามว่า พุด ทะ วะ จะ นะ เป็นภาษาไทยหรือบาลี ซึ่งแน่นอนว่าถามด้วยเสียงก็ต้องตอบว่าเป็นภาษาบาลี 

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่เป็นภาษาอะไร แต่อยู่ที่อักษรที่ใช้ในการถ่ายทอดภาษานั้นถูกต้องหรือไม่ตามหลักไวยากรณ์ 

หนำซ้ำยังกล้าบอกว่า ไม่มีใครในโลกอ่านว่า พุด ทะ วะ จน 




พุทฺธวจน มากจากศัพท์สองศัพท์คือ พุทฺธ กับ วจน  ไม่มีพจนานุกรมบาลีฉบับไหนเขียนโดยไม่ใช่จุดใต้ “ท” ยกเว้นพจนานุกูฉบับบาลีโคกอีแร้งสำนักนาป่าพง



อีกไม่นาน สำนักนี้จะเปลียนไปใช้คำว่า  “พุทธวจนํ” ซึ่งก็ผิดอีก เพราะเป็นการเขียนไทยปนบาลี ขณะนี้เห็นมีสาวกหลายคนเริ่มใช้คำนี้ในแบบที่เขียนผิดๆ แล้ว อีกหน่อยคงมีการแซวเรื่อง "พัฒนาการของบาลีโคกอีแร้งสำนักนาป่าพง" 

พุทฺธวจน เป็นศัพท์เดิม เมื่อประกอบวิภัตติแล้วสำเร็จรูปเป็น พุทฺธวจนํ  ซึ่งจะต้องนำไปใช้ในการลงรูปประโยค ถ้าจะใช้ลอยๆ เป็นคำเดียว ก็ใช้ตามศัพท์เดิมได้

ปัญหาความดื้อรั้นของลัทธินี้คือ การไม่ยอมศึกษาอะไรให้เข้าใจแล้วอนุมานเอาตามตรรกูและหลักวิชากู จนสร้างพจนานุกู อธิบายแบบง่ายๆ ชาวบ้านที่ไม่รู้อะไรก็รับไปเต็มๆ แล้วนำเผยแพร่จนองค์ความรู้ที่ถูกต้องบิดเบี้ยว  นี่คืออันตรายของพวก ชี้โดยไม่รู้  แถมด้วยมานะและอัตตาเต็มที่ว่า “กูรู้” 

กูรู้ จึงต่างจาก กูรู ดังนี้แล


วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558

สกิเทว มหากาพย์รอบใหม่ ยังไม่จบ




สกิเทว กับพระคึกฤทธิ์ มหากาพย์รอบใหม่ ยังไม่จบ !!!

ความน่ารังเกียจของเรื่องนี้ที่สังคมรับไม่ได้ มิใช่อยู่ที่พระคึกฤทธิ์อธิบายผิด แปลผิด เพราะใครก็ผิดกันได้ แต่อยู่ที่ตนผิดแล้วดันไปใส่ความว่าเขาแปลผิดกันทั่วประเทศ อุปมาเหมือนสุนัขยกขาฉี่ใส่ล้อรถ ฉะนั้น

พระคึกฤทธิ์ อธิบายเรื่อง สกิเทว ยืนยันว่าแปลว่าเทวดาคราวเดียว โดยไหลรายวัน แจงสาวกผู้มีสุตตะน้อยด้วยการยกหลักฐานเรื่อง "อิสิทัตตะ" ในมิคสาลาสูตร เล่มที่ ๒๒ ขึ้นแสดง แล้วกล่าวหา "ไอ้หนอน" ว่า มันไม่รู้จักพระสูตรนี้
พระสูตรนี้ มิคสาลาอุบาสิกา เกิดความสงสัยว่า บิดาตนและอิสิทัตตะ ประพฤติพรหมจรรย์ต่างกัน เหตุไฉนพระผู้มีพระภาคจึงพยากรณ์ว่าเป็นพระสกทาคามีเข้าถึง (ไปเกิดอยู่) บนสวรรค์ชั้นดุสิต เช่นเดียวกัน

และมิใช่เพียงแค่พระสูตรนี้ที่ท่านคึกฤทธิ์ยกขึ้นอ้างเพียงพระสูตรเดียวดอกท่าน แม้แต่เรื่องลูกสาวของท่านอานาถบิณฑิกะเศรษฐี นามว่านางสุมนาเทวี ซึ่งบรรลุพระสกทาคามีก่อนตายลง พระผู้มีพระภาคก็ทรงพยากรณ์ว่า เป็นพระสกทาคามีไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต เช่นกัน (สาวกท่านคึกฤทธิ์เคยได้ยินเรื่องนี้หรือไม่)

เจอคำว่า สวรรค์ชั้นดุสิต เลยชี้ขาดว่า เทว ต้องแปลว่าเทวดาเท่านั้น แปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้

อิมํ โลกํ แปลว่า โลกเทวดา
รวมต้องแปลว่า เทวดาคราวเดียว

แล้วท่านก็ยกพระสูตรขึ้นอรรถกถาขยายความตามปัญญาตน (เหยียดหยามพระอรรถกาจารย์เพื่อตนจะได้เป็นพระอรรถกถาจารย์เอง)

"บิดาของดิฉันชื่อปุราณะ เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ประพฤติห่างไกล งดเว้นจากเมถุนอันเป็นธรรมของชาวบ้าน ท่านทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ว่า เป็นสกทาคามีบุคคลเข้าถึงหมู่เทวดาชั้นดุสิต บุรุษชื่ออิสิทัตตะผู้เป็นที่รักของบิดาของดิฉัน เป็นผู้ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ (แต่)ยินดีด้วยภรรยาของตน แม้เขากระทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคก็ทรงพยากรณ์ว่า เป็นสกทาคามีบุคคลเข้าถึงหมู่เทวดาชั้นดุสิต"

รวมถึงตั้งคำถามๆ แก่ชาวปริยัติว่า ถ้าสกิเทวไม่ได้แปลว่าเทวดาคราวเดียว พระสกทาคามีเกิดอีกเพียงครั้งเดียว หากไม่ได้เกิดในเทวโลก หาก "อิมํ โลกํ" ไม่ได้หมายถึงโลกของเทวดาแล้ว พระสกทาคามีจะต่างกับพระโสดาบันเอกพีชีอย่างไร (ดูเป็นคำถามที่เป็นเหตุเป็นผลมาก และน่าทึ่งมากสำหรับผู้ใหม่ในสุตตะ แบบอ่านพระสูตรเพียงไม่กี่ปี)

ท่านคึกฤทธิ์เอาอะไรมาเหมารวมว่า พระสกทาคามีต้องไปเกิดในเทวโลกเท่านั้น เพราะพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคมิได้พยากรณ์ว่าพระสกทาคามีไปเกิดในสวรรค์ชั้นใดเลยก็มี เช่นใน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เรื่อง "สุทัตตะอุบาสก"

"ดูกรอานนท์ ภิกษุชื่อสาฬหะมรณภาพแล้ว กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ภิกษุณีชื่อนันทามรณภาพแล้ว เป็นอุปปาติกะ จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป"

"อุบาสกชื่อว่าสุทัตตะกระทำกาละแล้ว เป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะเบาบาง มาสู่โลกนี้อีกคราวหนึ่งแล้ว จักกระทำที่สุดทุกข์ได้ อุบาสิกาชื่อว่าสุชาดากระทำกาละแล้ว เป็นพระโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า."

พระสกทาคามี เมื่อไปเสวยบุญในเทวโลกแล้ว พระสูตรไหนคือเครื่องยืนยันว่าพระสกทาคามีจะไม่กลับมายังโลกนี้ (โลกมนุษย์อีก) จะปรินิพพานในเทวโลกนั้น ? (กรุณาอย่าเอาไปมั่วกับเทวดาฟังธรรมแล้วบรรลุอรหันต์ปรินิพพาน)

พระสกทาคามีต่างกับพระอนาคามี ผู้ซึ่งพระศาสดายืนยันว่าจะปรินิพพานในพรหมโลก อย่างไร ?

แค่พระคึกฤทธิ์ตั้งคำถามว่า พระสกทาคามีต่างจากโสดาบันเอกพีชีอย่างไรเพื่อหาความชอบธรรมให้กับเทวดาคราวเดียวของตน ก็ผิดตั้งแต่การตั้งคำถามแล้ว

"เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะแห่งอากิญจัญญายตนฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ... ว่างเปล่า เป็นอนัตตา เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ในธรรมเหล่านั้น ครั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบสังขารทั้งปวง ... นิพพาน เธอตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่พึงกลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ "
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕
อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

ดังนั้น ถ้าสาวกพระคึกฤทธิ์จะทราบว่าพระคึกฤทธิ์รู้จริงหรือแค่มั่วนิ่ม จงศึกษาตามประเด็นและพระสูตรเหล่านี้ดูเถิดจะเข้าใจ

สรุป สกิเทว แปลว่า เทวดาคราวเดียว ตามที่พระคึกฤทธิ์แปลนั้น ผิดทั้งไวยากรณ์บาลี ผิดทั้งอรรถด้วยการพิสูจน์หลักฐานชั้นพุทธวจนะ

เมื่อศึกษาแล้วจะปักใจเชื่อการอธิบายผิดๆ เพี้ยนๆ ของพระคึกฤทธิ์อีกก็ตามสบาย หรือจะขี้เกียจศึกษาแต่ขอเชื่ออย่างคนไร้ปัญญาก็ตามอัธยาศัย "ความโง่ ถ้าสมัครใจ ใครก็ห้ามไม่ได้"



ไหนบอกไม่เอาอรรถกถาไงวัดนาป่าพง



ท่านคึกฤทธิ์และสาวกวัดนาป่าพงยืนยันตลอดมาว่าไม่เอาอรรถกถา หนำซ้ำเหยียบย่ำทำลาย แล้วไฉนจึงกลืนน้ำลายตนเองเล่า หลายครั้งหลายหนที่ตนอธิบายตามอรรถกถาแล้วแอบด่าอรรถกถาและพระอรรถกถาจารย์ เข้าทำนองถ่มน้ำลายรดฟ้า ปากว่าตาขยิบ เกลียดปลาไหลแต่กินน้ำแกง จนถึง “กินบนเรือนขี้บนหลังคา”

พระสูตรแม้ทั้งปวงที่ถามแล้วได้ความรู้และความยินดีมีจูฬเวทัลลสูตร มหาเวทัลลสูตร สัมมาทิฏฐิสูตร สักกปัญหสูตร สังขารภาชนิยสูตร มหาปุณณมสูตรเป็นต้น พึงทราบว่า เวทัลละ.

อรรถกถา อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=21&i=6

ไหน "ลัทธิพุทธวจน" บอกไม่เอาอรรถกถาไง แล้วคำอธิบายเวทัลละมาจากไหน ถ้าไม่ใช่อรรถกถา

เมื่อก่อนเจ้าลัทธิก็มั่วหลอกสาวกว่า เวทัลละคือธรรมชั้นลึก ได้แก่ปฏิจสมุปบาท พอเจอไล่จี้ถามจนสาวกไปไม่เป็น เดี๋ยวนี้จึงไปเอาอรรถกถามาอธิบาย
ไร้ยางอายจริงๆ

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2558

สำคัญตนว่าเป็นพระอริยะ ไม่เป็นไร จริงหรือ?

สำคัญตนว่าเป็นพระอริยะ ไม่เป็นไร จริงหรือ

พระคึกฤทธิ์  โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง สอนสาวกของตนเองตามแนวคิดของตนเองที่นำมาอธิบายข้ออรรถ ข้อธรรม ว่า  หากเราสำคัญผิดว่าเป็นพระโสดาบันก็ไม่เป็นไร เพราะเราจะทำตัวเหมือนพระโสดาบัน ไม่เป็นอันตรายกับใคร

ข้อนี้พระคึกฤทธิ์ กล่าวบิดเบือนคำพระศาสดา  เพราะพระศาสดาไม่เคยตรัสอย่างนั้น รวมถึงคำอธิบายของพระคึกฤทธิ์ขัดต่อหลักการในพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง

หลักการในพระพุทธศาสนาคือ “วิปัสสนา”  รู้ไปตามที่ตนเป็นจริง ดังคำตรัสของพระผู้มีพระภาคปรากฏในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ ว่า

“เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา

เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
ดูกรพราหมณ์ แม้ข้อนี้ก็เป็นปัญญาของเธอประการหนึ่ง
ดูกรพราหมณ์ นี้แลคือปัญญานั้น.”

และปรากฏใน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่าภิกษุในธรรมวินัยนี้
จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ
ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่
ก็รู้ว่าจิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต
หรือจิตไม่เป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น ดังพรรณนามาฉะนี้”

ดังนั้น การที่พระคึกฤทธิ์ฯ สอนสาวกว่า ถ้าเข้าใจผิดคิดว่าตนเป็นพระโสดาบันก็ไม่เป็นไร  คำสอนเช่นนี้ขัดต่อคำสอนของพระศาสดาที่ทรงตรัสให้รู้ไปตามความเป็นจริงว่า จิตของตนหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น

ในเรื่องนี้มีกรณีศึกษาของพระกัสสปให้เราได้ศึกษากัน โดยเมื่อครั้งพระองค์ทรงเสด็จไปโปรดท่านกัสสปหนึ่งในชฎิลสามพี่น้อง ซึ่งเข้าใจว่าตนเป็นพระอรหันต์  ปรากฎในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๔ พระองค์ทรงตรัสว่า

“ดูกรกัสสป ท่านไม่ใช่พระอรหันต์แน่  ทั้งยังไม่พบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ แม้ปฏิปทาของท่านที่จะเป็นเหตุให้เป็นพระอรหันต์  หรือพบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์  ก็ไม่มี” 

ดังนี้แล้ว การเข้าใจผิดคิดว่าตนเป็นพระอริยะ จึงส่งผลให้สาวกวัดนาป่าพงภายใต้การอบรมสั่งสอนของพระคึกฤทธิ์เข้าใจผิดว่าตนเป็นพระอริยะนั้น กลายเป็นพระอริเยอะ ยกระดับเป็นพระอริยุ่ง  เกิดสักกายะทิฏฐิอย่างแรงกล้า เกิดอติมานะคิดว่าตนเหนือกว่าคนทั้งปวง เที่ยวโพนทะนา เพ่งโทษ ติเตียนทั้งพระและเพื่อนสหพรหมจรรย์ทั่วไป  โดยเข้าใจว่า ตน “เมตตา” สั่งสอนให้  เขาเหล่านั้น ขาดวิปัสสนา จึงไม่รู้ชัดถึงความขุ่นมัว ไม่พอใจ ความซัดส่ายในจิตตนเมื่อปรากฏว่าผู้อื่นคิดเห็นหรือปฏิบัติไม่ตรงกับสิ่งที่ตนเองเข้าใจ  แม้พระที่ท่านปฏิบัติถูกแล้ว แต่ความรู้ตนเองมีไม่ถึงที่จะวินิจฉัยก็เที่ยวไปเพ่งโทษติเตียนท่าน  เกิดเป็นบาปเวร อย่างไม่รู้จบ รู้สิ้น 
                                                                  
ท่านทั้งหลาย  พิจารณาเอาเองเถิดว่า  คำสอนของพระคึกฤทธิ์ฯ 
เป็นคำสอนที่เข้าด้วยคำสอนของพระศาสดาหรือไม่อย่างไร  

ทั้งหมดเกิดจากพระคึกฤทธิ์ฯ ขาดความรู้  รู้ไม่ถ้วนในพระพุทธวจนะอย่างแท้จริง  และใช้คำของตนเองอธิบายพระสูตร  อธิบายพุทธวจนะ แทนที่จะใช้พุทธวจนะอธิบายพุทธวจนะอย่างถูกต้องแท้จริง


วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ปัญหา ๕ มาสก เป็นเท่าไหร่ตามพุทธวจนะ

สถานการณ์  ณ  วันที่  ๒๐  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๘  กำลังรอมติ มส. พิจารณากรณีพระธัมมชโยถือเอาทรัพย์ที่เขาไม่ได้ให้ตั้งแต่ ๕ มาสก ขึ้นไป  ทำให้ข้าพเจ้านึกขึ้นได้ว่า  ๕ มาสกนี่ถ้าถามชาวพุทธวจน วัดนาป่าพง เขาจะตอบว่าอย่างไรหนอ  เพราะเขาพูดไว้หนักแน่นว่า   เขาถือเอาเฉพาะพุทธวจนะที่มีคำขึ้นต้นว่า “ดูกร..” เท่านั้น 

ในเรื่องค่าเงินหน่วยนับเป็นมาสกนี้  เป็นหน่วยนับเงินของอินเดียในสมัยพุทธกาล  ซึ่งในพุทธกาลยังไม่มีเงินบาทให้เทียบกันเลยด้วยซ้ำ  ดังนั้น  จึงไม่มีดอกว่าพระผู้มีพระภาคจะอธิบายไว้ว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตบัญญัติ ๕ มาสก เท่ากับ.....บาทไทย”  แล้วเขาจะเอาอะไรมาตอบ 



การวินิจฉัยเทียบราคาทรัพย์ ๕ มาสกนี้ (พระบาลีใช้ศัพท์ว่า  ปญฺจมาสกํ)  เราถือเอาตามอรรถกถาหรือตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกในส่วนที่พระคึกฤทธิ์และพวกเรียกว่า  “คำสาวก”  โดยในพระวินัยปิฎก  มหาวังค์  ภาค ๑ เล่ม ๑  หน้า ๒๔๑ ข้อ ๘๓ (ฉบับหลวง)  บันทึกไว้ว่า  

  “ภิกษุรูปนั้นกราบทูลว่า เพราะทรัพย์บาทหนึ่งบ้าง เพราะของควรค่าบาทหนึ่งบ้าง เกิน บาทหนึ่งบ้าง พระพุทธเจ้าข้า   

แท้จริงสมัยนั้น ทรัพย์ ๕ มาสกในกรุงราชคฤห์ เป็นหนึ่งบาท    ซึ่งการอธิบาย  ๕  มาสกเท่ากับ  ๑ บาท  นี้เป็นการอธิบายโดย  “คำสาวก”  ซึ่งในสมัยที่มีการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย  อาจจะเป็นไปได้ว่า  ผู้แปลได้ดูการเทียบค่าเงินจากอรรถกถาและฎีกา  โดยอรรถกถาและฎีกาเทียบมูลค่ามาสกจากราคาทอง  วิธีการคือ นำข้าวสาร ๒๐ เมล็ดมาชั่งน้ำหนักกับทอง ข้าวสาร ๒๐ เมล็ดมีน้ำหนักเท่ากับทองกี่กรัมก็เอาน้ำหนักนั้นไปคำนวนด้วยราคาเงินบาท  ในสมัยที่มีการแปลพระไตรปิฎกข้อนี้  ราคาทองอาจจะแค่บาทละ ๑๐๐  หรือ ๒๐๐ บาท  ดังนั้น  ๕ มาสกจึงมีค่าเท่ากับทองราคา ๑ บาท  ก็เป็นไปได้  

วัดนาป่าพงจึงไม่ควรยกสาวกภาษิตนี้มาตอบเรื่อง  ๕ มาสก  แต่พึงนำพุทธวจนะที่ทรงอธิบายเรื่อง  ๕ มาสกมาแสดงเถิด  ให้สมกับที่พวกท่านชูประเด็น  จุดเด่นว่า  ตนเอาแต่พุทธวจนะเท่านั้น   ไม่เอาอรรถกถา คำครูบาอาจารย์  หรือคำแต่งใหม่ใดๆ ทั้งสิ้น 

ถ้าไม่ใช้หลักการเทียบตามนัยอรรถกถา  จะเกิดปัญหาอีกว่า  ๕ มาสกสำหรับค่าเงินพม่า  ค่าเงินลาว  ค่าเงินศรีลังกา ฯลฯ  จะเป็นเท่าไหร่  แต่ถ้าเทียบกันตามที่พระอรรถกถาจารย์ท่านวางหลักไว้ให้  ไม่ว่ายุคสมัยใด  ค่าเงินประเทศไหน  ก็จะไม่มีปัญหาในการวินิจฉัยเลย

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

พระคึกฤทธิ์ติเตียนพระอรหันต์ในขณะที่พระศาสดาสรรเสริญพระอรหันต์


ภาพที่ทุกท่านเห็นนี้คือภาพที่พระมหาไพโรจน์  โรจนธัมโม  (วงศ์ศาไชย)  ภิกษุสาวกวัดนาป่าพง  นำมาแสดงใน FB ของข้าพเจ้า   เพื่อยืนยันว่า  พระอรหันต์คิดผิด พูดผิด ทำผิด ตามคำบอกเล่าของพระคึกฤทธิ์  โสตฺถิผโล  ซึ่งมักจะกล่าวเช่นนี้ให้สาธุชนฟังอยู่เสมอเพื่อสนับสนุนความคิดเห็นของตนว่า    “พระศาสดาห้ามฟังคำสาวก”        โดยการยกพระสารีบุตรและพระอรหันต์รูปอื่นๆ ขึ้นแสดง       โดยที่พระคึกฤทธิ์ฯ  ตีความเอาเองทั้งหมด เพราะไม่อ่านให้จบพระสูตร  หรืออ่านแล้วแต่มีเจตนาบิดเบือนพระสูตรข้าพเจ้าก็มิอาจทราบความในใจของท่านได้   (สำหรับหลักฐานในแต่ละเรื่อง ข้าพเจ้าจะนำเสนอในบทความต่อๆ ไป)

ในความเป็นจริงแล้ว   พระศาสดาไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะติเตียนพระสารีบุตรหรือพระอรหันต์  ในรอบสองพันกว่าปีมานี้  เห็นทีจะมีแต่พระคึกฤทธิ์และสาวกของพระคึกฤทธิ์เท่านั้นที่เพ่งโทษติเตียนพระสารีบุตรและพระอรหันต์ทั้งหลาย 

พระพุทธองค์ทรงตรัสสรรเสริญพระสารีบุตรหลายพระสูตร  และในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗  สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ปวารณาสูตรที่ ๗ พระศาสดาก็ได้ทรงย้ำว่า  ไม่ทรงติเตียนพระสารีบุตรและพระอรหันตสาวกในกรรมซึ่งกระทำทางกายหรือวาจาของพระสารีบุตรและพระอรหันต์เหล่านั้นไม่ได้เลย

“สารีบุตร เราติเตียนกรรมไรๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจาของเธอไม่ได้เลย

สารีบุตร เธอเป็นบัณฑิต

สารีบุตร เธอเป็นผู้มีปัญญามาก เป็นผู้มีปัญญาแน่นหนา

สารีบุตร เธอเป็นผู้มีปัญญาชวนให้ร่าเริง เป็นผู้มีปัญญาว่องไว เป็นผู้มีปัญญาหลักแหลม เป็นผู้มีปัญญาสยายกิเลสได้

สารีบุตร โอรสพระองค์ใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิ ย่อมยังจักรอันพระราชบิดาให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามได้โดยชอบ ฉันใด

สารีบุตร เธอก็ฉันนั้นเหมือนกันย่อมยังธรรมจักรอันยอดเยี่ยม อันเราให้เป็นไปแล้วให้เป็นไปตามได้โดยชอบแท้จริง ฯ

ท่านพระสารีบุตรจึงกราบทูลอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากว่าพระผู้มีพระภาค ไม่ทรงติเตียนกรรมไรๆ อันเป็นไปทางกาย หรือทางวาจาของข้าพระองค์ไซร้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคจะไม่ทรงติเตียนกรรมไรๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจาของภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้บ้างหรือ ฯ

สารีบุตร เราไม่ติเตียนกรรมไรๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจา ของภิกษุ ๕๐๐ รูปแม้เหล่านี้ สารีบุตร เพราะบรรดาภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้ ภิกษุ ๖๐ รูป เป็นผู้ได้วิชชา ๓ อีก ๖๐ รูป เป็นผู้ได้อภิญญา ๖ อีก ๖๐ รูป เป็นผู้ได้อุภโตภาควิมุติ ส่วนที่ยังเหลือเป็นผู้ได้ปัญญาวิมุติ ฯ”

ดังนั้น  การติเตียนพระอรหันตสาวกของพระศาสดาจึงนับได้ว่าเป็นกรรมหนักของชาววัดนาป่าพงทุกรูป  ทุกคน  ทีเดียว  กรรมนี้เรียกว่า  “อริยุปวาทกรรม”  มีโทษเท่าอนันตริยกรรม  ห้ามสวรรค์  ห้ามนิพพานในภัทรกัปนี้กันทีเดียว  ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร  เพราะบาปกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้กระทำจะเชื่อหรือไม่เชื่อ  กรรมนั้นให้ผลเฉพาะด้วยกฎแห่งกรรมนั้นเอง หาได้อาศัยความเชื่อของบุคคลใดไม่ 


วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ความเข้าใจผิดของพระคึกฤทธิ์ฯ เกี่ยวกับการอธิบายธรรมของพระสาวก



“ไม่ต้องแก้ครับ  ไม่ต้องคิดว่าเรามีไอเดียที่ดีมาขยายความอะไรครับ  ไม่ต้องครับ” 

คำพูดของพระคึกฤทธิ์นี้  เกิดขึ้นเมื่อครั้งพระวัดเนินพระแสดงความคิดเห็นถึงถึงหน้าที่ในการอธิบายความ ขยายความของพระอรรถกถาจารย์  และอธิบายให้ท่านคึกฤทธิ์ทราบถึงการอธิบายขยายความ ซึ่งไม่ใช่การบัญญัติธรรมใหม่เพิ่มเติมธรรมที่พระตถาคตตรัสไว้ดีแล้ว 

แต่พระคึกฤทธิ์ฯ กลับไม่ยอมเข้าใจ  และยังยืนยันกลับไปว่า  พระสาวกไม่มีหน้าที่ขยายความ แต่จะต้องกล่าวคำพระพุทธเจ้าทุกคำชนิดก๊อปปี้มา  !!!!!

พระสาวก ไม่จำเป็นต้องอธิบายธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างที่พระคึกฤทธิ์ว่าไว้ จริงหรือ ?

พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโดยละเอียดแล้วทุกครั้ง จึงไม่จำเป็นต้องฟังคำอธิบายจากสาวกตามที่พระคึกฤทธิ์กล่าว จริงหรือ ?

ตอบ   ไม่จริงเลย เราพบในพระไตรปิฎกหลายพระสูตรที่พระสาวกจะเป็นผู้อธิบายธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสไว้โดยย่อให้พิสดาร และพระพุทธองค์มิได้ทรงแสดงธรรมโดยพิสดารในทุกๆ ครั้ง ในบางครั้งทรงแสดงธรรมโดยย่อ เพียงยกหัวข้อขึ้นแสดงเท่านั้น ภิกษุในครั้งพุทธกาลจึงจำเป็นต้องอาศัยพระสาวกของพระพุทธองค์ให้อธิบายธรรมโดยพิสดาร (โดยละเอียด) การที่พระพุทธองค์ทรงยกเฉพาะหัวข้อขึ้นแสดงนี้ ก็เพื่อเป็นการเปิดทางให้สาวกของพระองค์ได้แสดงธรรม อธิบายธรรม ด้วยทรงเล็งเห็นว่า พระพุทธศาสนาที่พระองค์ประกาศนั้น จะสามารถเผยแผ่และตั้งมั่นอยู่ได้ ก็ด้วยอาศัยพระสาวกของพระองค์นั่นเอง

พระมหากัจจายนะ เอตทัคคะผู้เลิศในการอธิบายธรรมโดยย่อให้พิสดาร ได้ชื่อว่าเป็น "พระอรรถกถาจารย์"

"ดูกรท่านพระกัจจายนะผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเป็นผู้มีจักษุ มีพระญาณ มีธรรม เป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้ตรัสบอก ทรงให้เป็นไป ทรงแสดงประโยชน์ ประทานอมตธรรม เป็นเจ้าของธรรม เป็นพระตถาคต ทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ ทรงเห็นธรรมที่ควรเห็นโดยแท้ ก็และกาลนั้นเป็นการควรแก่พระผู้มีพระภาคที่กระผมทั้งหลายเข้าไปเฝ้าแล้ว พึงทูลถามอรรถอันนั้น พระผู้มีพระภาคของเราทั้งหลายทรงพยากรณ์ด้วยประการใด กระผมทั้งหลายพึงทรงจำอรรถนั้นไว้ด้วยประการนั้น ก็แต่ว่าท่านพระมหากัจจายนะพระศาสดาทรงสรรเสริญและเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายผู้เป็นวิญญูยกย่อง ท่านพระมหากัจจายนะย่อมสามารถเพื่อจำแนกอรรถแห่งอุทเทศที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยย่อ ไม่ได้ทรงจำแนกอรรถโดยพิสดารนี้ โดยพิสดารได้ ขอท่านพระมหากัจจายนะไม่ทำความหนักใจแล้ว จงจำแนกเถิด ฯ"

เมื่อภิกษุเหล่านั้นได้ฟังคำอธิบายของพระมหากัจจายนะแล้ว มีความปิติยินดียิ่ง ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเล่าให้ฟังถึงการแสดงธรรมของพระมหากัจจายนะ ดังนี้

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เหล่านั้นแลได้มีความเห็นร่วมกันว่า ท่านพระมหากัจจายนะนี้แล พระศาสดาทรงสรรเสริญ   

และเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายผู้เป็นวิญญูยกย่อง ท่านพระมหากัจจายนะคงสามารถเพื่อจำแนกอรรถแห่งอุเทศ ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยย่อ ไม่ทรงจำแนกอรรถโดยพิสดารนี้ โดยพิสดารได้ 

ไฉนหนอ เราทั้งหลายพึงเข้าไปหาท่านพระมหากัจจายนะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วพึงถามอรรถข้อนั้นกะท่านพระมหากัจจายนะเถิด 

ท่านพระมหากัจจายนะจักพยากรณ์แก่เราทั้งหลายด้วยประการใด 
เราทั้งหลายจักทรงจำอรรถนั้นไว้ด้วยประการนั้น ดังนี้ 

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญลำดับนั้นแล ข้าพระองค์ทั้งหลายได้เข้าไปหาท่านพระมหากัจจายนะถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้ถามอรรถข้อนั้นกะท่านพระมหากัจจายนะ ท่านพระมหากัจจายนะได้จำแนกอรรถด้วยดีแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย ด้วยอาการเหล่านี้ ด้วยบทเหล่านี้ ด้วยพยัญชนะเหล่านี้พระเจ้าข้า ฯ

พระพุทธองค์ทรงตรัสสรรเสริญพระมหากัจจายนะและยืนยันในคำอธิบายของพระมหากัจจายนะ เพื่อให้ภิกษุมั่นใจว่า พระสาวกก็สามารถอธิบายธรรมได้ดุจเดียวกับพระองค์

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดีแล้ว ดีแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหากัจจายนะเป็นบัณฑิต มหากัจจายนะเป็นผู้มีปัญญามาก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้หากเธอทั้งหลายพึงเข้ามาหาเราแล้วถามอรรถ
ข้อนั้น แม้เราพึงพยากรณ์อรรถข้อนั้นอย่างที่มหากัจจายนะพยากรณ์แล้วนั้นแหละ นั่นเป็นอรรถแห่งอุเทศนั้น และเธอทั้งหลายพึงทรงจำอรรถนั้นไว้อย่างนั้นเถิด ฯ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖
อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต