วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ความเข้าใจที่ผิดของพระคึกฤทธิ์และคณะศิษย์ต่อมหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ

ย้อนหลังกลับไปสักราวๆ ปีก่อน  พระคึกฤทธิ์  โสตฺถิผโล  ได้รับเกียรติจาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ให้เข้าร่วมเสวนาวิชาการในเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้า  บนเวทีแห่งนั้น มีวิทยากรร่วมกันหลายท่าน และมีพระเดชพระคุณพระศรีคัมภีรญาณ เป็นวิทยากรร่วมอยู่ด้วย และมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน รวมถึงพระคึกฤทธิ์  โสตฺถิผโล ด้วย

พระเดชพระคุณพระศรีคัมภีรญาณมีมารยาทต่อท่านคึกฤทธิ์มาก ท่านยังเล่าให้ที่ประชุมว่าท่านคึกฤทธิ์ให้เกียรติมากที่มาร่วมเสวนาในวันนั้น และท่านยังเล่าว่า เคยสอนที่เสถียรธรรมสถานกับท่านคึกฤทธิ์  (ข้าพเจ้าเริ่มไม่แน่ใจว่า เสถียรธรรมสถานเป็นเหยื่อเสาอโศกด้วยอีกรายหรือไม่) และยังเคยฉันข้าวด้วยกัน

การเสวนาในวันนั้น ทุกท่านต่างตอบปัญหาเรื่อง “พระพุทธเจ้าสอนอะไร” ตามมุมมองของตนเองพร้อมทั้งแสดงคัมภีร์ที่ตนศึกษามา  สำหรับมหาวิทยาลัยมหาจุฬา ซึ่งมีการศึกษาแบบสากลเหมือนพุทธทั่วโลกที่ศึกษาทั้งบาลี  พระไตรปิฎก อรรถกถาและคัมภีร์อื่น จึงได้วิสัชนาในวันนั้นด้วยนาๆ คัมภีร์   ส่วนพระคึกฤทธิ์วิสัชนาด้วยพระสูตรเท่านั้น

ข้าพเจ้าดูคลิปนี้แล้ว เห็นได้ชัดว่า ความรู้ท่านคึกฤทธิ์ช่างคับแคบนัก  รู้เพียงเฉพาะพระสูตร ในขณะที่คัมภีร์พระพุทธศาสนามีอยู่มากมายแต่ท่านก็ไม่ “รู้”  ข้าพเจ้าย้ำกับท่านคึกฤทธิ์เสมอว่า คัมภีร์มีไว้ให้ศึกษา ไม่ได้มีไว้ให้หาความจริง  ความจริงอยู่ในกายและใจของท่านมิใช่ในคัมภีร์

ข้าพเจ้าเข้าใจเอาเองจากกริยาในคลิปนั้นว่า  วิทยากรทุกท่านมีมารยาทมาก แม้จะเห็นว่าท่านคึกฤทธิ์มีความรู้น้อยแต่ก็ให้เกียรติมิได้ข่มวาทะท่านคึกฤทธิ์แต่อย่างใด  ใครจะนึกจะฝันว่า

วันหนึ่งท่านคึกฤทธิ์จะหันกลับมาแว้งกัดมหาจุฬาฯ  ด้วยการจาบจ้วงว่า มหาจุฬาไม่เรียนพุทธวจนะ  เรียนแต่อรรถกถา  อันไม่เป็นความจริง ข้าพเจ้าหวังว่าจะได้เห็นความจริงนี้ที่เวทีท้องสนามหลวง

และเหตุการณ์จากการเสวนาในวันนั้น  ทำให้สาวกท่านคึกฤทธิ์รู้สึกว่า  ท่านคึกฤทธิ์เลิศที่สุด รู้มากที่สุด เพราะพูดแต่พุทธวจนะ  ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมากทีเดียว  คนที่รู้คัมภีร์มากจะมีความรู้น้อยกว่าคนที่รู้คัมภีร์น้อย ย่อมไม่ใช่ฐานะเลย

ท่านคึกฤทธิ์  โสตฺถิผโล  นอกจากไม่รู้คัมภีร์แล้ว ยังไม่รู้ว่าสิ่งใดเป็นกุศล สิ่งใดไม่เป็นกุศล  ต่อมายังเดินสายแสดงธรรมจาบจ้วงผู้อื่นอย่างมากมาย  แม้แต่มหาจุฬาที่เคยให้เวทีแสดงความคิด  ให้ยืมพระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐก็ยังไม่เว้นที่จะแว้งกัดเอาได้


ข้าพเจ้าเฝ้ามองแนวคิดของพระคึกฤทธิ์  โสตฺถิผโล แล้ว ได้แต่สลดใจ  ท่านคึกฤทธิ์  โสตฺถิผโล จะมีมิตรแท้อีกสักแค่ไหนในโลกนี้  นอกจากสาวกที่หน้ามืดตามัว  เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจและบริสุทธิ์ปัญญาว่า  อาจารย์ตนและตนเท่านั้นที่ศึกษาคำพระตถาคต  อาจารย์ตนเท่านั้นที่เผยแผ่ธรรมพระตถาคต  อาจารย์ตนเท่านั้นที่พูดแต่คำพระพุทธเจ้าอันไพเราะ  โถ  น่าสงสาร  เขาเหล่านั้นลืมความจริงว่า  พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสเป็นภาษาไทย แต่สำนวนอันไพเราะที่เขาอ่านกันเป็นภาษาไทยนั้น  เกิดจากคนที่เขาว่าไม่รู้พุทธวจนะนั่นหล่ะที่แปลให้อ่าน 

พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล กาเหว่าในพระพุทธศาสนา





ธรรมชาติของกาเหว่า จะไข่ให้แม่กาฟัก  โดยแอบไปไข่ไว้ในรังแม่กา  แม่กาก็หลงรัก   คิดว่าลูกในอุทร

ลูกกาเหว่าเอง  ครั้นเมื่อฟักออกมาจากไข่  ลูกกาเหว่าก็พยายามเบียดลูกกาแท้ๆ ให้ตกจากรัง เลยกลายเป็นว่า แม่กามีลูกเป็นกาเหว่า

ท่านคึกฤทธิ์  เป็นกาเหว่าในพระพุทธศาสนา  ที่เป็นภัยร้ายแรงกว่ากาฝากที่คอยหากินกับพระศาสนาเท่านั้น  หากแต่ท่านคึกฤทธิ์เป็นกาเหว่าที่คอยแอบตัดทอนคำสอนในพระพุทธศาสนาด้วยการตัดทอนพระไตรปิฎกแบบเนียนๆ ทำให้ประชาชนที่ไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ไม่รู้อย่างลึกซึ้งถึงการสืบทอดคัมภีร์พระพุทธศาสนาเข้าใจว่า ท่านคึกฤทธิ์ คือผู้ที่ค้นพบคำสอนของพระพุทธองค์โดยใช้ยี่ห้อ เรียกว่า  “พุทธวจน”  และท่านคึกฤทธิ์จะให้คนรู้ไม่ได้ว่า คำสอนของตนในพุทธวจนปิฎก นั้นเป็นของปลอม  จะไม่ให้รู้ก็ต้องทำลายพระไตรปิฎกเสีย  เหมือนกับลูกกาเหว่าที่คอยจ้องเบียดลูกกาให้ตกจากรัง ฉะนั้น

 พุทธวจนปิฎกคือการปลอมพระไตรปิฎกแบบแนบเนียนที่สุด  โดยท่านคึกฤทธิ์ใช้ความคิดเห็นของตนตัดคำพระอานนท์  ตัดคำพระอรหันต์  โดยหล่อหลอมความคิดให้ประชาชนเข้าใจว่า ว่า เป็นสาวกภาษิต และโปรแกรมสมองของประชาชนว่า  “อย่าฟังคำคนอื่น แม้จะเป็นสาวกผู้เลิศทางปัญญาก็ตาม” 

ท่านคึกฤทธิ์เอาสิทธิ์อะไรไปตัดออก  การสังคายนาพระไตรปิฎกได้กระทำโดยผ่านคนทั้งโลก รุ่นต่อรุ่น

ล้มตายไปก็สืบต่อ ล้มตายไปก็สืบต่อ  ผ่านคนแปลเป็นหมู่คณะ รุ่นต่อรุ่น ท่านตัดออกโดยลำพังความคิดเห็นที่เป็นใหญ่ของท่านเอง แล้วนำมาขายเล่มละ ๑,๙๐๐ บาท  ดูเผินๆ เหมือนท่านเป็นกาฝากที่หากินกับพระพุทธศาสนาเท่านั้น  แต่ความจริงแล้ว  ไม่แค่นั้น  ท่านคือกาเหว่าที่จ้องทำลายพระพุทธศาสนาให้เสื่อมเสียไปด้วยการทำลายปริยัติธรรม  ทำลายรากแก้วของปริยัติธรรมคือภาษาบาลีที่ใช้ทรงจำและสังคายนาพระไตรปิฎกในการสังคายนาของชาวพุทธไทยทั้งโลกร่วมกัน 

ท่านสอนประชาชนไปได้อย่างไรว่า  สกิเทว  แปลว่า  เทวดาคราวเดียว  อาคันตวา  แปลว่า  ผู้มาเยือน 

ถ้าไม่มีคนอย่างข้าพเจ้าและเหล่าคนรู้ทันท่าน ที่จะออกมาปกป้องพระไตรปิฎกและหลักสูตรเปรียญธรรม อีกหน่อยชาวพุทธไทย จะไปสังคายนาร่วมกับชาวบ้านเขาได้อยู่หรือ ก็คงเหมือนคนๆ เดียวในห้อง ที่ท่องสูตรคูณพร้อมกับเขาว่า  สองสองแปด  ในขณะที่ทั้งห้องเขาท่อง  สองสองสี่

ณ วันนี้  มีคนรู้ทันท่านคึกฤทธิ์มากขึ้นแล้ว  เพราะท่านเป็นลูกกาเหว่า  แม่กาจึงไม่ทันสังเกต เฝ้าเลี้ยงและปล่อยให้ท่านเติบโต ในขณะที่ลูกของตนถูกลูกกาเหว่าที่ตนเฝ้าเลี้ยงมาทำลาย

ท่านตัดพระไตรปิฎกในพระบรมราชูปถัมภ์ออก แล้วก๊อปปี้ส่วนที่ตนคิดว่าจริงมาขาย หลอกลวงให้ประชาชนเห็นว่าเป็น "งานใหม่" ท่านเอาอะไรคิด เอาอะไรทำ

คัมภีร์สืบทอดมาอย่างไร ต้องรักษาไว้อย่างนั้น ปล่อยให้เป็นปัญญาของผู้ศึกษาและปฏิบัติเขาแยกเอง ไม่ใช่เอาปัญญากากๆ ของตนเองมาเที่ยวแยกให้ใคร

หยุดเอาความโง่ของตน ยัดใส่สมองของใคร เผาทิ้งหนังสือและแท่นพิมพ์เท่านั้น ที่ประชาชนต้องการ

เอาให้เข็ด ให้เป็นประวัติศาสตร์ อย่าให้มีมันพวกใด เหล่าใด ใช้ทิฐิของตน บังอาจชำระพระไตรปิฎกให้เปลี่ยนแปลงไปได้อีกเลย

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ปลอมพระไตรปิฎก




หลักฐานจากบทสนทนาในที่ข้าพเจ้าสนทนากับศิษย์วัดนาป่าพง สาวกท่านคึกฤทธิ์  คู่สนทนาของข้าพเจ้าเป็นหนุ่มน้อยน่าจะวันสักยี่สิบกว่าๆ ไม่ถึงสามสิบ  เขาส่งข้อความมาว่า ทำไมคุณต้องจ้องจับผิดพระอาจารย์ เลยส่งชุดคลิปไปให้ดู ถามว่า อ่านเพจฉันรึเปล่า เด็กน้อยคนนี้บอกอ่านตลอด

ถ้าอ่านแล้วยังไม่เข้าใจก็ไม่มีอะไรคุย ถ้าจะคุยก็โทรมาคุย ก็ไม่โทรมาคุย

พระอาจารย์เธอปลอมพระสัทธรรม

เขาถามว่า ปลอมได้ไง ลอกมาจากพระไตรปิฎก

แสดงว่าเด็กคนนี้ยังไม่รู้ว่าอาจารย์ตนต้องการทำลายพระไตรปิฎก
ถ้าลอกจริง ตัดคำพระอานนท์ทำไม ตัดโน่นตัดนี่ทำไม

บทสนทนาของเด็กคนนี้ จะเป็นหลักฐานต่อไปว่า ท่านคึกฤทธิ์หลอกลวงประชาชนว่าตนลอกพระไตรปิฎกมา

ขนาดเป็นเอกสารธรรมดา เติม ตัดทอนข้อความก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารแล้ว

มาตรา 264 ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แล้วท่านคึกฤทธิ์ตัดคำพระอานนท์ พระอรหันต์ออก หนำซ้ำยังกล่าวโทษว่าพระไตรปิฎกมีคำปลอม  

คำปลอมนั้นก็คือคำพระอรหันต์ที่สังคายนามาตั้งแต่สองพันห้าร้อยกว่าปีที่แล้ว  ท่านคึกฤทธิ์จะไม่ปลอมพระไตรปิฎกได้อย่างไร 

เสาอโศก กำหราบสาวกวัดนาป่าพง



ในสังคมชาวอินเตอร์เน็ต จากทีเคยมีสาวกวัดนาเที่ยวด่าว่าเพ่งโทษติเตียนผู้อื่น เรื่องการสวดมนต์บ้าง  กรวดน้ำบ้าง  ถวายข้าวพระพุทธบ้าง  ถวายภัตตาหารเพลบ้าง  ฯลฯ  ณ วันนี้ เมื่อสาวกวัดนาป่าพง ไปเที่ยวยกตนข่มคนอื่นว่าตนมีศีลดีกว่า มีธรรมมากกว่า เจอถามกลับเรื่องเสาอโศก ไปไม่เป็นกันเป็นแถว  แถมคนถามกลับแจ้งด้วยว่า ให้ไปหัดวิชาสเดาะกุญแจมือ เพราะจะติดคุกเอาข้อหาหลอกลวงประชาชนเพื่อขายพุทธวจนปิฎก

ปรากฏว่า  สาวกวัดนาป่าพง ไม่สามารถตอบคำถามเรื่องเสาอโศกได้  สิ่งที่ทำได้คือ การโยนนรกมาให้ผู้ถาม  โดยกล่าวหาในข้อหาว่า ผู้ถาม มีมานะ อยากเอาชนะ  อาฆาต  พยาบาท  ข้าพเจ้ามองว่า  เป็นการตอบโดยไร้สาระมาก  เขาถามว่า เสาอโศกที่โกหกประชาชนจะว่าอย่างไร  กลับบอกผู้ถามว่า  ท่านเป็นผู้อาฆาต พยาบาท จะตกนรกนะ 


บทความนี้ ข้าพเจ้าแค่บันทึกไว้เป็นหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของวัดนาป่าพงและสาวกวัดนาป่าพง

พาหิรกา สาวกภาสิตา





ท่านคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล นำการศึกษาปริยัติธรรมในรูปแบบปฏิเสธคำพระสาวกในพระพุทธศาสนามาสอนประชาชน สอนให้ประชาชนปฏิเสธแม้แต่คำพระสารีบุตร ไม่ให้ฟังคำคนอื่น  จนประชาชนหลงเชื่อในสิ่งที่ท่านสอน  แม้กระทั่งเชื่อว่าเสาอโศกเป็นที่บันทึกพุทธวจนะ ตามคำหลอกลวงของท่านที่กล่าวเพื่อสนับสนุนและชูประเด็นหลักให้สมกับยี่ห้อ “พุทธวจน” ของท่านก็ตาม

และแม้จะมีผู้เชี่ยวชาญบาลีทั้งประเทศมาเพียรอธิบายให้ท่านฟังว่า  พาหิรกา สาวกภาสิตตา นั้น หมายถึง  ภาษิตของสาวกนอกศาสนา เป็นเรื่องนอกแนวนอกคำสอนของพระพุทธองค์ ท่านก็ยังไม่ละทิฐินั้น แต่ “แถ” ไปเรื่อยเปื่อย เริ่มจากเริ่มพูดว่า  ถ้าสาวกกล่าวคำพระพุทธเจ้าแบบก๊อปปี้มาก็ฟังได้  ท่านควรจะกลับไปพิจารณาพระคาถา “เย ธมฺมา”  ว่า พระอัสชิก๊อปปี้พระพุทธเจ้ามาแบบที่ท่านใช้เม้าท์ก๊อปปี้จากพระไตรปิฎกที่ท่านกล่าวตู่ว่ามีคำปลอมหรือเปล่า หรือพระอัสชิกล่าวพระคาถา “เย ธมฺมา”  จากความเข้าใจของตนจนเป็น “พระอัสชิภาษิต”  

ข้าพเจ้าคิดว่า  คงเป็นเพราะท่านขาดความรู้ด้านวรรณคดีศาสนา ท่านจึงไม่เคยเห็น “พาหิรกา สาวกภาสิตา” ของจริง

ท่านคึกฤทธิ์  ได้โปรดทราบและตระหนักเอาไว้ด้วยว่า  ไม่มีใครในโลก รวมถึงประเทศใดในโลกแม้แต่คนเดียว ที่สอนให้พุทธศาสนิกชนของเขาไม่ฟังสาวกภาษิตในพระพุทธศาสนา

พาหิรกา สาวกภาสิตา และบทสวดที่พระพุทธองค์ไม่ทรงให้สวด ไม่ใช่สาวกภาษิตในพระพุทธศาสนา หรือบทสวดบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เช่นบทพาหุง บทชินบัญชร ที่คึกฤทธิ์ใส่ร้ายล้างสมองสาวกของตน

ด้วยความที่ท่านไม่เคยอ่านอรรถกถาแต่กล่าวใส่ร้ายอรรถกถาว่าเป็นคำแต่งใหม่ ท่านช่างมุสา กล้ากล่าวได้อย่างนั้นอย่างน่าไม่อาย  ทั้งๆ ที่อรรถกถาได้เล่าไว้แล้วว่า “พาหิรกา สาวกภาสิตา” คืออะไร



หน้าตาของ พาหิรกา สาวกภาษิตา เป็นอย่างนี้
อักษรเทวนาครี
यदा यदा हि धर्मस्य ग्लानिर्भवति भारत
अभ्युत्थानमधर्मस्य तदात्मानं सृजाम्यहम् ॥४-७॥
กาลใด ฤาแห่งหนใด ที่ปรากฎธรรมะเสื่อมถอย
หรืออธรรมมีอำนาจขึ้น เมื่อนั้น ตูข้าจักสำแดงตนให้ปรากฎ

परित्राणाय साधूनां विनाशाय दुष्कृताम्
धर्मसंस्थापनार्थाय सम्भवामि युगे युगे ॥४-८॥
เพื่อพิทักษ์สาธุชน อีกกำราบทุรชน ตูข้าจึง
ปรากฎกายเพื่อสถาปนาธรรมะ ยุคแล้วยุคเล่า

อักษรไทย
กามโกฺรธวิยุกฺตานามฺ ยตีนำ ยตเจตสามฺ อภิโต พฺรหฺมนิรฺวาณมฺวรฺตเต วิทิตาตฺมนามฺ 
ผู้บำเพ็ญพรต พรากจากกามและโกรธข่มใจได้ รู้แจ้งอาตมัน ย่อมมีนิพพานคือ พรหมโดยทั่วไป.(ศรีมัทภควัทคีตา) บทสรรเสริญยกย่อง

สนฺธยา สฺนานํ ชปศฺไจว เทวตานำ จ ปูชนมฺ,
ไวศวเทวํ ตถา’’ ติถฺยํ ษฏฺ กรฺมาณิ ทิเน ทิเน
การทำสันธยา (กิจพิธีระหว่างวัน) สนาน (อาบน้ำ) ชป (ภาวนา) การบูชาเทวดา ไวศวเทวะ (บวงสรวงแด่เทพยดา) และการต้อนรับแขก (อาติถยํ) กรรมทั้ง ๖ อย่างนี้ พึงกระทำในทุกๆ วัน”

ส่วนบทสวดที่พระศาสดาไม่สรรเสริญการสวด เพราะเป็นการสวดบูชาเทพเจ้า เป็นของนอกศาสนา เป็นอย่างนี้

บทที่ 1. คณะนายะกา ษะฏากามะ ศรีคเณศายะ นามะนะ เอกทันตัง มหากายัง ตัปตะกายาจะนะสันนิภัง ลัมโพทะรัง วิศาลากะสัง วันเทหัง คณะนายะกัง
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก ผู้ซึ่งมีงาข้างเดียว มีพระวรกายอันยิ่งใหญ่ มีผิวพรรณเปร่งประกายเสมือนทองคำ
มีพระอุทร (ท้อง) ใหญ่โต มีเนตรอันไพศาล

บทที่ 2. เมายะชี กฤษณาชินะรัง นาคายะโชญาปวีตินัง พาเลนทุศกะลัง เมาเลาวันเทหัง คณะนายะกัง
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์ทรงคาดบั้นพระองค์ (เอว) ไว้ด้วยหญ้าคาและหนังกวางดำมีงูเป็นยัชโญปวีต พระนลาฏ (หน้าผาก) ปรากฏเป็นพระจันทร์เสี้ยว

บทที่ 3. จิตระรัตนะ วิจิตรางคัง จิตระมาลาวิภูษิตัง กามะรูปาธะรัง เทวัง วันเทหัง คณะนายะกัง
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์ทรงประดับเพชร พลอยและอัญมณีอันสวยงามสวมมาลัยไว้อย่างสะดุดตา สามารถแปลงรูปร่างได้ตามความประสงค์

บทที่ 4. คัชวักตะรัง สุรเศระษาถัง กัรณาจามะระภูษิตัม ปาศางะกุศะธะรัง เทวัง วันเทหัง คณะนายะกัง
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์มีพระพักตร์เป็นช้าง เป็นมหาเทพที่สูงส่งพระกรรณ (หู) ของพระองค์ใช้โบกสะบัดดั่งแส้จามรี พระองค์ทรงอาวุธปาศ และอังกุศ

บทที่ 5. มูษาโกตตะมะมารุหะยา เทวาสุระมหาหะเว โยท-ธุ กามัง มหาวีระยัง วันเทหัง คณะนายะกัง
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์มีความเก่งกาจยอดเยี่ยมพระองค์ทรงร่วมทำสงครามระหว่างเทพกับอสูร โดยทรงหลังหนูมุสิกะเป็นพาหนะ

บทที่ 6. ยักษะ กินนาระ คณะธารวะสิทธะวิทยาธะ ไรสะสัททา สะตูนะมานัง มหาพาหุง วันเทหัง คณะนายะกัง
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์ผู้มีพระกรยาว
และได้รับการกราบบูชาจากเหล่ายักษ์ กินนร คนธรรพ์ สิทธิและเหล่าวิทยาธร ด้วยความเคารพสูงสุดตลอดมา

บทที่ 7. อัมพิกา หฤทะยานานะทัง มตูฤภิ ปริเวษะติ ตัง ภักตะปะริยัง มโทนนามัตตัง วันเทหัง คณะนายะกัง
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์ผู้เป็นที่พึ่ง มีความจงรักภักดีและเป็นผู้ประทานความสุขแก่พระแม่อุมา
พระองค์ห้อมล้อมไปด้วยมาตฤกาทั้งหลายและมีน้ำมันบริสุทธิ์ปริ่มจากศีรษะ

บทที่ 8. สะระวะวิฆนะหะรังเทวัง สะระวะวิฆวิวะระบะชิตตัง สะระวะสิทธิ ปะระทาตารัง วันเทหัง คณะนายะกัง
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก พระองค์คือเทพผู้ขจัดอุปสรรคทั้งปวงคือเทพผู้ปราศจากอุปสรรคทั้งปวง คือเทพประทานความสำเร็จทุกประการ

บทสรุป. คะณาษะตะกามิทัง ปุณยัง ยะปะเถตสะตะตัง นะระสิทธะ ยันติ สะระวะการะยานิ วิทยาวานะ ธะนะวานะ ภะเวตุ
คำแปล : บทสวดทั้งแปดโศลกนี้ ผู้ใดสวดเป็นประจำ ผู้นั้นจะได้รับปัญญา ทรัพย์สมบัติ และประสบความสำเร็จดั่งใจปรารถนาทุกประการ

บทต่อท้ายที่ 1. นะมัสเต พรหมรูปายะ วิษณูรูปายะเตนะมะ
นะมัสเต รูปายะ กริรูปายะ เตนะมะ คเณศะปูเนกรมะ ยันนะยูนะมะ ธิกังกะฤติ
คำแปล : ข้าพเจ้าขอนมัสการต่อพระคณนายก เทพเจ้าซึ่งอยู่ในรูปช้าง อยู่ในรูปพระพรหม อยู่ในรูปพระวิษณุ อยู่ในรูปพระศิวะ

บทต่อท้ายที่ 2. เตนะสรเวนะ สะระวาตะมา ประสะนะโนสะตุ สะทามะมะ
คำแปล : และในการสวดบูชาต่อพระคณนายกครั้งนี้ ขอพระสรวาตมาพระพิฆเนศ ทรงประทานพรแก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ

ท่านคึกฤทธิ์นำความรู้ความเห็นผิดๆ ของตน มาสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง อย่างน่าละอายที่สุด

เดินหน้าร้องเรียน พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล








เมื่อวันที่   ๒๑ พฤศจิกายน   พ.ศ.๒๕๕๗     ข้าพเจ้าได้เดินทางไปยังสำนักพุทธและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยนำเสนอต่อพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ  เพื่อนำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานกรณีพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล จาบจ้วงพระไตรปิฎก อรรถกถาและภาษาบาลี  จาบจ้วงเบื้องสูง รวมถึงกรณีหลอกลวงประชาชนเรื่องเสาอโศก ส่งผลให้ประชาชนเกิดความแตกแยก เหล่าคณะศิษย์ของท่านคึกฤทธิ์ เกิดการจาบจ้วงปรามาสพระอรรถกถา พระอรหันตสาวกในพุทธกาลมีพระสารีบุตรเถระ เป็นต้น จนถึงมีความคิดเห็นที่ผิดว่าพระไตรปิฎกเป็นของปลอม พระราชพิธีและพิธีกรรมทางพุทธศาสนาต่างๆ เป็นเรื่องไม่ดี เกิดการเพ่งโทษด่าทอผู้อื่น และติเตียนพระเณรทั้งประเทศ  สรรเสริญแต่พระอาจารย์ตนเอง 


บรรยากาศในห้องประชุม  ขณะชมคลิปต่างๆ ทั้งห้องเงียบกริบ เมื่อใดเสียงในคลิปเบา ท่านจะสั่งให้ผู้ควบคุมเสียง เร่งเสียงขึ้นมาอีก เพื่อฟังให้ชัด    เมื่อผู้ใหญ่ได้ชมคลิป     บอกได้คำเดียว อึ้ง!!!!!


ในห้องประชุมหารือข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าจะเสนอแนวทางเรื่องนี้อย่างไร ข้าพเจ้าเรียนท่านว่า ท่านคึกฤทธิ์และลูกศิษย์ของท่านเรียกร้องการชี้แจงต่อสาธารณชนมากตั้งแต่เมื่อครั้งที่มหาเถรสมาคมมีคำสั่งให้สวดปาฏิโมกข์ ๒๒๗ ข้อ ท่านคึกฤทธิ์และคณะลูกศิษย์ก็แสดงความไม่พอใจ มีการทำพุทธวจนตูนย์จาบจ้วงมหาเถรสมาคม (ข้าพเจ้าเปิดหลักฐานให้ดู) และเรียกร้องต้องการเวทีชี้แจงต่อประชาชน  ข้าพเจ้าจึงเสนอให้เปิดท้องสนามหลวงให้ท่านคึกฤทธิ์ชี้แจงหลักฐานเสาอโศก และทุกคลิปที่ข้าพเจ้าเปิดประเด็น  โดยข้าพเจ้าจะทำหนังสือนำเสนอแนวทางส่งท่านพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ถึงแนวทางระยะเร่งด่วนและระยะยาวเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาเช่นนี้อีกต่อไป

ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ปล่อยให้มีการกระทำเช่นนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ให้ที่ยืนกับคนปฏิเสธพระไตรปิฎกและอรรถกถา ไม่มีประเทศใดในโลกที่ศึกษาคัมภีร์พุทธศาสนาโดยปฏิเสธอรรถกถาแถมใส่ความอรรถกถาแบบขาดการแยกแยะ เหมารวมเหมือนประเทศไทย

เมื่อวานข้าพเจ้าได้โทรคุยกับ ท่านอาจารย์ ดร.สุนทร พลามินทร์ ถามท่านว่า ถ้าจะเชิญอาจารย์เข้าให้ข้อมูลต่อผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ในฐานะที่อาจารย์เรียนจบจากศรีลังกา อินเดีย มีความรู้ในการอ่านอักษรเทวนาครี ภาษาบาลีตามแบบศรีลังกา เป็นพระไตรปิฎกและอรรถกถาเคลื่อนที่ อาจารย์จะยินดีให้ข้อมูลและยืนยันหรือไม่ว่า การศึกษาภาษาบาลีและพระไตรปิฎก อรรถกถา ของประเทศไทย เป็นการศึกษาที่ถูกต้อง สากล ยอมรับกันทั่วโลก

ท่านตอบว่า ยินดีมากครับ ผมช่วยเต็มที่

ข้าพเจ้าจะพยายามประสานงานดึงผู้ทรงภูมิทั้งโลกมายืนยัน ไม่ใช่เพื่อล้มท่านคึกฤทธิ์ แต่เป็นไปเพื่อความกระจ่าง โปร่งใส ถูกต้อง และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการจาบจ้วงพระบาลี พระไตรปิฎก อรรถกถา แบบที่ท่านคึกฤทธิ์ทำอีก คึกฤทธิ์โมเดลจะต้องไม่มีอีก ถ้าเป็นไปได้ ข้าพเจ้าจะเสนอใช้พม่าโมเดล ใครทำแบบท่านคึกฤทธิ์จะต้องมีความผิดตามกฎหมาย

พระไตรปิฎกและคัมภีร์ เป็นที่ศึกษาหาความรู้ ไม่ใช่หาความจริง ท่านคึกฤทธิ์และสาวกกำลังตั้งสมมุติฐานที่ผิด ด้วยการหาความจริงที่ตนไม่มีวันได้เจอ

ความรู้หาจากคัมภีร์ ความจริงอยู่ที่กายและใจของเราเอง

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เสาอโศกแห่งสำนักพุทธวจน ถูกมือดีทุบทิ้งแล้ว






หลังจากที่ท่านคึกฤทธิ์ถูกแฉเรื่องการมุสาประชาชนคำโตกรณี “เสาอโศก” ท่านคึกฤทธิ์คงจะหาคำว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย” บนเสาอโศกไม่ได้  ท่านคึกฤทธิ์จึงได้ตัดสินใจสั่งปิดเซฟเวอร์วัดนาป่าพง โดยอ้างต่อประชาชนว่า ระบบขัดข้อง แล้วทำการ  “ทุบ” เสาอโศกทิ้งเสีย จึงปรากฏเป็นภาพทางแห่งพุทธวจนะ ที่ไม่มีเสาอโศกเข้ามาเกี่ยวข้อง 



การกระทำของท่านคึกฤทธิ์ เหมือนเด็กที่เพิ่งรู้ว่าตนเองถ่ายไว้เรี่ยราด พอถูกผู้ใหญ่ตีและบังคับให้ไปถ่ายในส้วม  ก็ทำตาม  แต่...เด็กคนนั้น  ก็ไม่ได้เก็บสิ่งปฏิกูลที่ตนเองถ่ายไว้  ปล่อยให้ผู้ใหญ่ทำหน้าที่เก็บล้างต่อไป  โดยไม่ไยดีว่า  สิ่งปฏิกูลที่ตนถ่ายไว้นั้น จะสร้างกลิ่นและความน่าขยะแขยงให้กับผู้มาพบเห็นเพียงใด  ด้วยใจที่คิดว่า  “อยากให้สะอาดก็เก็บกันเร็วๆ  ฉันจะไปเล่นของฉันต่อไป” 

ท่านคึกฤทธิ์จึงกลับลำโดยไม่เอ่ยคำชี้แจงขอโทษประชาชน  ท่านทำแบบนี้เป็นปกติอย่างขาดความละอายใจ  ครั้งหนึ่งท่านใส่รองเท้าบิณฑบาตจนประชาชนชาวเน็ตติเตียนเพ่งโทษถึงความไม่เหมาะสม  ท่านและสาวกของท่านก็แถไปพักหนึ่ง จนทนต่อแรงเสียดทานไม่ได้ จึงถอดรองเท้าบิณฑบาต  โดยไม่คิดจะชี้แจงหรือขออภัยอะไรเลย 

ทำเนียน  ตีหน้าตายอย่างไร้ยางอายที่สุด

ถ้าการกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำของเด็กคนหนึ่งคงจะไม่มีใครว่า แต่การกระทำเช่นนี้เกิดกับผู้มีศีล  เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนานี้   มีสาวกเรียกว่า “พระอาจารย์” และท่านก็ตั้งตนเป็น “พระอาจารย์” 

การกลับลำโดยไม่ขออภัย ก็คือการกลับไปกลับมา ประชาชนเขาชินแล้ว รู้ทันอนุสัยของท่านแล้วอย่างสิ้นเชิง  บทความนี้  เขียนขึ้นมาเพื่อเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของท่าน  โดยที่ไม่ได้คาดหวังคำขออภัยหรือชี้แจงใดๆ จากปากของท่านเลย

ท่านคึกฤทธิ์ ท่านจะอยู่บนความระแวงตลอดไปว่า วันใด วันหนึ่งที่ท่านไปแสดงธรรม จะมีคนถามท่านว่า  เสาอโศกตกลงบันทึกอะไร ?  แล้วท่านจะทำหน้าตายตอบเขาอย่างไร ? 

ข้าพเจ้าพอนึกออกเพราะเคยเห็นในคลิปของท่านบ่อยๆ  ตีหน้ามึน กลืนน้ำลาย