วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

พระศาสดาทรงอนุญาตคำสาวก


            ไม่มีใครแม้สักคนที่จะปฏิเสธคำสอนของพระศาสดา  แต่สิ่งที่เราปฏิเสธวัดนาป่าพงคือคำสอนของวัดนาป่าพงที่สอนประชาชนห้ามฟังคำสาวก

            วัดนาป่าพงโดยพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เป็นบุคคลแรกที่เผยแพร่แนวคิด “ห้ามฟังคำสาวก” โดยยกพระสูตรเพียงพระสูตรเดียว ซึ่งเกิดจากการตีความพระบาลีผิดด้วยตนเองไม่ได้ศึกษาภาษาบาลี ขาดองค์ความรู้ด้านภาษาบาลี สั่งสอนประชาชนว่า ให้ฟังแต่คำพระพุทธเจ้าเท่านั้น ห้ามฟังคำสาวกแม้แต่คำสาวกระดับพระอรหันต์ผู้เลิศทางปัญญาอย่างพระสารีบุตรก็ห้ามฟัง  เป็นเหตุให้ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาพระไตรปิฎก ขาดความรู้ด้านภาษาบาลีหลงเชื่อและพากันเผยแพร่แนวคิดนี้ออกไปอย่างกว้างขวาง  ความจริงแล้ว พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่าห้ามฟังคำสาวกเลยแม้พระสูตรเดียว โดยเฉพาะสาวกผู้เป็นพระอรหันต์ซึ่งพระองค์ทรงรับรองความเป็นพระอรหันต์และแต่งตั้งให้เป็นผู้เลิศในด้านต่างๆ ด้วยพระองค์  

            วัดนาป่าพงได้นำเอา “อาณิสูตร”  ความว่า “สุตตันตะเหล่าใดมีนักกวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสรวย มีพยัญชนะอันวิจิตรเป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก, เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่,เธอจักฟังด้วยดี จักเงี่ยหูฟัง จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียนไป.  ภิกษุทั้งหลาย ! ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้น ที่เป็นคำของตถาคตเป็นข้อความลึก  มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตาจักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล.”  โดยนำเอาคำว่า “สาวกภาษิต (คำกล่าวของสาวก)” มาตีความว่า หมายถึง “คำสาวกในพระพุทธศาสนาไม่เว้นแม้แต่คำพระอรหันตสาวกเช่นพระสารีบุตร”   มีผู้รู้บาลีหลายท่านในประเทศไทย ต่างแสดงความเห็นว่า การตีความเช่นนี้ เป็นการตีความที่ผิด เพราะภาษาบาลีของพระสูตรนี้ มีกำกับไว้ชัดเจนแล้วด้วยศัพท์บาลีว่า   “พาหิรกา”  ซึ่งแปลว่า  “มีในภายนอก”  เมื่อนำมาแปลรวมกับศัพท์ว่า “สาวกภาสิตา” จึงต้องแปลว่า  “คำสาวกที่มีมาในภายนอก”  ซึ่งหมายถึง ภายนอกพระพุทธศาสนา ก็คือ ลัทธิอื่น ศาสนาอื่น นั่นเอง 

            และมิใช่เพียงนัยทางภาษาบาลีเท่านั้น ยังมีอีกหลายพระสูตรในพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าตรัสให้ฟังคำสาวกของพระองค์  ในขณะที่พระคึกฤทธิ์ฯ สอนว่า คำสาวกแม้แต่พระอรหันตสาวกผู้เลิศทางปัญญา (ซึ่งหมายถึงพระสารีบุตร)  ก็ฟังไม่ได้  แต่พระพุทธเจ้าตรัสสอนสาวกทั้งหลายของพระองค์ให้เสพคบ ให้ฟังคำพระสารีบุตรซึ่งพระสูตรนี้พระคึกฤทธิ์ไม่เคยนำมาสอนประชาชนเลย  โดยพระพุทธเจ้าตรัสว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเสพ จงคบสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด ทั้งสองรูปนี้เป็นบัณฑิตภิกษุ ผู้อนุเคราะห์ผู้ร่วมประพฤติพรหมจรรย์  สารีบุตรเปรียบเหมือนผู้ให้กำเนิด โมคคัลลานะเปรียบเหมือนผู้บำรุงเลี้ยงทารกที่เกิดแล้ว  สารีบุตรย่อมแนะนำในโสดาปัตติผล โมคคัลลานะ ย่อมแนะนำในผลชั้นสูง  สารีบุตรพอที่จะบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายซึ่งอริยสัจ ๔ ได้โดยพิสดาร”  พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ข้อ ๖๙๙ 

และมิใช่มีเพียงพระสูตรเดียวเท่านั้น ยังมีอีกหลายพระสูตรนับเป็นสิบ นับเป็นร้อย ที่พระพุทธเจ้าตรัสอนุญาตให้ฟังคำสาวกของพระองค์ได้

พระพุทธเจ้าทรงกำชับว่า หากไม่เข้าใจคำสอนของพระองค์ให้เข้าไปไต่ถามภิกษุสาวกของพระองค์ได้ เพราะสาวกของพระองค์นั้น สามารถอธิบายให้เข้าใจได้  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยภิกษุพอจะเป็นที่พึ่งได้อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอเข้าไปหาภิกษุ ผู้เป็นพหูสูต เรียนจบคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัยทรงมาติกา ตามเวลา แล้วไต่ถาม สอบสวนว่า ท่านผู้เจริญ พระพุทธพจน์นี้อย่างไร ความแห่งพระพุทธพจน์นี้อย่างไร ท่านเหล่านั้น ย่อมเปิดเผยธรรมที่ยังไม่เปิดเผย ย่อมทำธรรมที่ยังมิได้ทำให้ตื้นแล้วให้ตื้น และย่อมบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยมิใช่น้อยแก่ภิกษุนั้น”  พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒  อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต ข้อ ๔๕๙

            พระพุทธเจ้าตรัสย้ำว่า สาวกของพระองค์สามารถสอนให้ปุถุชนบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกับพระองค์  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมไปฟังธรรมของพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การฟังนี้ยอดเยี่ยมกว่าการฟังทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน”  พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ข้อ ๓๐๑

            การศรัทธาหยั่งลงมั่นในพระตถาคตโดยส่วนเดียว ตามที่วัดนาป่าพงเข้าใจว่าหมายถึงให้ฟังคำพระตถาคตเพียงผู้เดียว ข้อนั้นจึงเป็นความเข้าใจที่ผิด  โดยพระคาถาว่า  ตถาคเต  เอกนฺตคโต  อภิปฺปสนฺโน (ตะ ถา คะ เต  เอ กัน ตะ คะ โต อะ ภิป ปะ สัน โน)  เลื่อมใสอย่างยิ่ง ในส่วนเดียวต่อพระตถาคต มิได้มีความหมายว่า ให้เลื่อมใสพระตถาคตเพียงคนเดียว แต่หมายถึงการไม่เลื่อมใสในศาสดาของลัทธิอื่น ศาสนาอื่น  ซึ่งหากตีความอย่างที่วัดนาป่าพงตีความ เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าตรัสให้เลื่อมใสพระองค์คนเดียวก็จะขัดแย้งกับคำสอนของพระองค์ซึ่งให้เลื่อมใสสาวกของพระองค์ด้วย  “ดูกรภิกษุทั้งหลายส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมได้ศรัทธาในพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การได้นี้ยอดเยี่ยมกว่าการได้ทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน”  อ้างแล้วในวรรคก่อน
            
ต่อมาหลังจากที่พระคึกฤทธิ์ฯ วัดนาป่าพง ได้รับทราบว่ามีพระสูตรเหล่านี้ปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎกจึงกล่าวแก้ว่า  คำสาวกที่พระพุทธเจ้าให้ฟังได้ต้องได้รับการรับรองจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น  คำกล่าวแก้นี้ไม่เป็นความจริงเพราะในพระไตรปิฎกมีคำสอนของพระอรหันต์มากมายที่พระพุทธเจ้าไม่ได้รับรองหากแต่เป็นคำสอนที่คล้อยตามพระพุทธเจ้า อยู่ในแนวทางคำสอนของพระพุทธศาสนาก็สามารถรับฟังได้  พระพุทธเจ้าคงไม่สามารถตามไปรับรองคำสอนของพระสาวกได้ทุกรูป นอกจากมีผู้นำคำสอนของพระสาวกมาทูลถามพระพุทธเจ้าให้พระองค์รับรอง พระองค์จึงทรงรับรอง  การรับรองคำสาวกจึงไม่ใช่หลักการทางพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าต้องรับรองทุกราย  แต่ทรงประทานหลักมหาปเทสสี่และหลักตัดสินธรรมวินัยไว้ให้ผู้ฟังได้ใช้ในการพิจารณาด้วยตนเอง

การที่พระคึกฤทธิ์ฯ  ดำริแนวการสอนของตนว่า  ห้ามฟังคำสาวกทั้งสิ้น เว้นแต่คำสาวกนั้นต้องเป็นคำสาวกที่พระพุทธเจ้ารับรอง จึงเป็นการตัดตอนหลักมหาปเทสสี่และหลักตัดสินธรรมวินัยแปดไม่ให้มีที่ใช้เสียทีเดียว ด้วยความคิดว่า  “ไม่ต้องไปฟังทั้งสิ้นเลย”  ถ้าหากเป็นเช่นนั้น  คำสาวกนอกพุทธกาลอย่างหลวงปู่  หลวงตา รวมถึงคำสอนของพระคึกฤทธิ์ที่อธิบายว่า “นิพพานคือช่องว่างในที่คับแคบ”  ก็ไม่ควรจะฟังเลย  และไม่ควรจะต้องใช้หลักมหาปเทสสี่และหลักตัดสินพระธรรมวินัยเลยเช่นนั้นหรือ

การที่พระพุทธศาสนายั่งยืนมาจนถึงปัจจุบัน ผ่านกาลเวลามาเป็นเวลาสองพันกว่าปีนั้น เป็นไปด้วยพระดำรัสของพระศาสดาที่สั่งสาวกว่า ให้นำคำสอนของพระองค์ไปประกาศ และทรงมีพุทธานุญาตให้อธิบายคำสอนได้ด้วยในกรณีที่ผู้ฟังไม่เข้าใจ  ดังพระดำรัสที่ผู้เขียนได้ยกมาในเบื้องต้นแล้ว “ภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป  เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก  เพื่ออนุเคราะห์โลก  เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงอย่าไปทางเดียวกันสองรูป  พวกเธอจงแสดงธรรม  งามในเบื้องต้น  งามในท่ามกลาง  งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์  พร้อมทั้งอรรถ  พร้อมทั้งพยัญชนะ  บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง  แม้เราก็จักไปยังอุรุเวลเสนานิคมเพื่อแสดงธรรม” พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗  สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ข้อ ๔๒๘

กล่าวโดยสรุป  พระพุทธเจ้าทรงจำแนกเรื่องคำสาวกในอนาคตกาล ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังศาสดาของแต่ละลัทธิ แต่ละศาสนาสิ้นไป นี้ไว้เป็น ๓ ประเภท ดังนี้

๑.      คำสาวกนอกพระพุทธศาสนา  ไม่เงี่ยโสตลงฟังเลย
๒.    คำพระอรหันตสาวกที่พระองค์ทรงรับรองความเป็นพระอรหันต์แล้ว ปรากฏอยู่ในพระ
ไตรปิฎก  ให้ฟังได้ ให้ปฏิบัติตาม
๓.    คำสาวกในพระพุทธศาสนาหลังพุทธปรินิพพาน  ให้ใช้หลักมหาปเทสสี่และหลักตัดสินพ
ธรรมวินัย ตัดสินเอาด้วยปัญญาของผู้ฟังเอง






วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สกทาคามี เข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิต พระคึกฤทธิ์จึงปลอมพุทธวจนะให้ตรงกับทิฏฐิตน

เรื่องราวที่น่าตกใจในโลกอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับพระคึกฤทธิ์ในขณะนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องพระคึกฤทธิ์แก้ไขพระสูตรในพระไตรปิฎกให้ตรงตามความคิดเห็นของตนเอง  โดยพระคึกฤทธิ์มีความคิดเห็นว่า สกิเทว แปลว่า เทวดาคราวเดียว จึงเข้าใจพระพุทธวจนะของพระศาสดาที่ตรัสว่า “อิมํ โลกํ อาคนฺตวา” ว่า หมายถึง “มาสู่เทวโลกนี้”  พระคึกฤทธิ์โดยพลการจึงได้แก้ไขคำแปลลงในเว็บไซด์และในหนังสือคู่มือโสดาบันของตนเอง  ปรากฏตามหลักฐานภาพถ่ายที่แนบ

ภาพถ่ายจากเว็บวัดนาป่าพง



ภาพถ่ายจากหนังสือคู่มือโสดาบัน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑ ปี พ.ศ.๒๕๕๔



                            

เพราะพระคึกฤทธิ์ไม่ได้เรียนไวยากรณ์บาลี   จึงแปลบาลีไม่เป็น  และยังบอกสาวกตนเองว่า  “อาตมาใช้พระสูตรอธิบายพระสูตร”  จึงทำให้เหล่าสาวกของพระคึกฤทธิ์พากันปฏิเสธบาลีไวยากรณ์  โดยลืมไปว่า   พระสูตรที่ตนเองอ้างนำมาอธิบายนั้น ได้ผ่านการแปลตามหลักบาลีไวยากรณ์เช่นกัน
เหล่าสาวกพระคึกฤทธิ์ไม่เข้าใจประเด็น จึงพยายามอธิบายว่า อาจารย์ตนไม่ได้ผิดอะไร พร้อมทั้งยกพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรับรองบุคคลผู้ตายในโลกมนุษย์แล้วบรรลุสกทาคามีว่า ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต  เช่นในพระไตรปิฎก ภาษาไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ 
อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต  หน้าที่ ๓๑๖/๔๐๗ ข้อที่ ๓๑๕

แท้จริงแล้ว เหล่าผู้คัดค้านการตีความบาลีของพระคึกฤทธิ์ไม่มีใครเลยแม้สักคนที่จะคัดค้านว่า พระสกทาคามีบุคคลเมื่อตายไปแล้วไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต  แต่ที่เขาค้านกันคือประเด็นที่พระคึกฤทธิ์แปลบาลีผิด ทำให้เข้าใจว่า พระสกทาคามีเมื่อไปเกิดยังเทวโลกแล้ว   จะปรินิพพานในเทวโลกนั้น ไม่กลับมาเกิดยังโลกมนุษย์อีก  ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง จนกระทั่งถึงปฏิเสธคำว่า "มาสู่โลกนี้ อีกเพียงครั้งเดียว"  (ตรงนี้พระคึกฤทธิ์ไม่สามารถแก้ตัวเป็นอย่างอื่นได้ เพราะถ้าไม่เข้าใจผิด จะต้องไปแก้ไขคำแปลให้สมกับที่ตนแปลสกิเทว ว่า เทวดาคราวเดียว ทำไม) เพราะไม่มีพระสูตรไหนเลยที่พระศาสดาจะตรัสรับรองว่า พระสกทาคามีจะปรินิพพานในเทวโลกนั้น ต่างกับบุคคลผู้ละสังโยชน์ ๕ (อนาคามี) ซึ่งพระศาสดาตรัสรับรองว่า จะปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา 
 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต 
ฌานสูตร


ความเข้าใจที่ผิด ทำให้พระคึกฤทธิ์กระทำการอันร้ายแรงด้วยการไปแก้ไขพระไตรปิฎกให้เป็นไปตามที่ตนเองพอใจ ทั้งๆ ที่กล่าวอ้างมาตลอดว่า ตนเองไม่ได้แก้ไขอะไร อีกทั้งทุกอย่างตนเองก๊อปมาจากห้าเล่มจากพระโอษฐ์ของท่านพุทธทาส 

เมื่อย้อนกลับไปดูแหล่งข้อมูลตามที่พระคึกฤทธิ์อ้างอิงตลอดมา พบว่า

ท่านพุทธทาสแปล  “อิมํ โลกํ อาคนฺตวา”  ว่า  “มาสู่โลกนี้”  เช่นเดียวกันกับฉบับหลวงและฉบับ มจร และ มมร







หลังจากที่พระคึกฤทธิ์นำพระสูตรมารับรองความคิด ความเชื่อของตนเองแพร่หลายออกไป และผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระไตรปิฎกอย่างช่ำชองจะเชื่อโดยสนิทใจ เพราะพระคึกฤทธิ์สามารถยกพระสูตรที่พระศาสดาตรัสว่า  สกทาคามีไปเกิดยังสวรรค์ชั้นดุสิต  มาตบตาผู้ใหม่ในพุทธวจนะได้จริงๆ 

ตามหลักไวยากรณ์  การจะแปลว่า  “มาสู่เทวโลก”  ได้นั้น  พระบาลีที่พระศาสดาตรัสจะต้องเป็นพระพุทธวจนะว่า  “เทวโลกํ”  ปรากฎตามภาพถ่ายหลักฐานที่แนบ

ส่วน อิมํ โลกํ จะแปลว่า “เทวโลก”  เป็นไปไม่ได้เลย

จึงขอฝากคำถามถึงท่านทั้งหลาย ใช้วิธีคิดง่ายๆ  ถ้า อิมํ โลกํ  แปลว่า  เทวโลก  แล้ว  เทวโลกํ จะแปลว่าอะไร  ขอให้ลองช่วยแปลกันดู


บทความหน้า จะชี้ประเด็นตรรกะด้านภาษาไว้เป็นข้อสังเกตุของคำว่า "มาสู่เทวโลกนี้" ต่อไป






วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

พาหิรกา สาวกภาสิตา สาวกภาษิตที่พระคึกฤทธิ์บิดเบือน

ข้าพเจ้าได้ดูคลิปซึ่งพระคึกฤทธิ์แปลและตีความ "พาหิรกา สาวกภาสิตา" ผิดไป โดยยกระดับขึ้นใส่ความอรรถกา กล่าวหาว่าอรรถกถาขัดแย้งกันเอง โดย


http://youtu.be/WIU3P2LX8Lk

นาทีที่ 3.12 พระคึกฤทธิ์บอกว่า อรรถกถาขัดแย้งกันเอง เพราะในพระสูตร (อาณิสูตร) อรรถกถาอธิบายว่า พาหิรกา สาวกภาสิตา คือ คำสาวกนอกศาสนา ส่วนในพระวินัยที่อธิบายเรื่องธรรมได้แก่อะไร (พระวินัยปิฎกมหาวิภังค์ ภาค ๒ ข้อ ๒๘๖) กลับไปอธิบายว่า สาวกภาษิตคือภาษิตของสาวกในพระพุทธศาสนา

พระคึกฤทธิ์พูดไม่หมด ถ้าใครไม่ตรวจสอบบาลีตามก็จะเชื่อพระคึกฤทธิ์ ที่ใส่ความอรรถกถา

เหตุที่สองแห่งอธิบายไม่ตรงกันเพราะ ในอาณิสูตร มีบาลีว่า พาหิรกา แปลว่า ภายนอก กำกับไว้ จึงต้องแปลว่า สาวกภาษิตนอกพระพุทธศาสนา ส่วนในพระวินัยไม่มีคำว่า พาหิรกา กำกับไว้ จึงไม่แปลว่า ภายนอก พระอรรถกถาจารย์ท่านมิได้อธิบายขัดแย้งกันเอง แต่พระคึกฤทธิ์ใส่ความท่านโดยบิดเบือนพระบาลี

อาณิสูตร
เย ปน เต สุตฺตนฺตา กวิกตา กาเวยฺยา จิตฺตกฺขรา จิตฺตพฺยญฺชนา พาหิรกา สาวกภาสิตา เตสุ
ภญฺญมาเนสุ สุสฺสุสิสฺสนฺติ โสตํ โอทหิสฺสนฺติ อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐาเปสฺสนฺติ เต จ ธมฺเม อุคฺคเหตพฺพํ ปริยาปุณิตพฺพํ มญฺญิสฺสนฺติ ฯ จะเห็นว่ามีคำว่า พาหิรกา สาวกภาสิตา


ส่วนในพระวินัยนั้นไม่มีคำว่า "พาหิรกา"  โดยมีพระบาลีว่า  ธมฺโม นาม พุทฺธภาสิโต สาวกภาสิโต อิสิภาสิโต เทวตาภาสิโต อตฺถุปสญฺหิโต ธมฺมุปสญฺหิโต ฯ

ดังนั้น เมื่อพระบาลีไม่มีคำว่า พาหิรกา จึงไม่สามารถแปลให้เหมือนในอาณิสูตรว่า ภายนอก ได้



พระวินัยแปลไทยตามที่พระคึกฤทธิ์อ้างถึง
[๓๐๑] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือผู้เช่นใด ...

บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.
ที่ชื่อว่า มาตุคาม ได้แก่หญิงมนุษย์ ไม่ใช่หญิงยักษ์ ไม่ใช่หญิงเปรต ไม่ใช่สัตว์ ดิรัจฉานตัวเมีย เป็นผู้รู้เดียงสา สามารถทราบถ้อยคำที่เป็นสุภาษิต ทุพภาษิตชั่วหยาบและสุภาพ.

บทว่า ยิ่งกว่า ๕-๖ คำ คือ เกินกว่า ๕-๖ คำ.

ที่ชื่อว่า ธรรม ได้แก่ถ้อยคำที่เป็นพุทธภาษิต สาวกภาษิต อิสิภาษิต เทวตาภาษิต ซึ่งประกอบด้วยอรรถ ประกอบด้วยธรรม.

พระคึกฤทธิ์จึงอธิบายผิด โดยมีเจตนาทำให้อรรถกถาขัดกันเพื่อให้ลงกับคำสอนของตัวเองที่สอนประชาชนว่า อรรถกถาคือคำแต่งใหม่ มีความขัดแย้งกัน อย่าไปฟัง


วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

พุทธวจน อ่านว่า พุด ทะ วะ จน ไม่ใช่ พุด ทะ วะ จะ นะ

เช้าวันนี้ สมาชิกส่งลิงค์การถกเถียงเรื่อง คำว่า พุทธวจน ที่วัดนาป่าพงใช้มาให้ดู เมื่อตามไปอ่านแล้วขบขันสาวกวัดนาป่าพงท่านหนึ่งที่เถียงคอเป็นเอ็นในฐานะเป็น "กูรู้" (มิใช่กูรู) หนำซ้ำอ้างว่าตนไปถามมหาเปรียญและอนุศาสนาจารย์มาแล้วว่า พุทธวจน เป็นภาษาบาลี จึงไม่อ่านตัวสะกดว่า ว จน  เมื่อเจ้าของบทความได้ถามหาศัพท์ตามพจนานุกรม สาวกวัดนาป่าพงก็ไปนำพจนานุกรมมาให้ดู ในพจนานุกรม เขียนว่า “วจน” อ่านว่า “วจนะ” มีสระอะที่ “น”  เป็นอันชัดเจนว่า ลัทธินี้เขียน พุทธวจน ไม่ถูกต้อง ข้าพเจ้าอ่านแล้วก็งง สาวกลัทธินี้อุตส่าห์หาหลักฐานมายันความผิดของตนเอง  ที่ถูกต้องเขียนว่า พุทธวจนะ

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=833777413342194&id=100001298280779&comment_id=835540756499193&notif_t=feed_comment_reply&hc_location=ufi





ชัดเจนว่า พจนานุกรมที่สาวกท่านนี้แค็ปมา วจน (บาลีอักษรไทย) วจนะ (คำอ่านบาลีอักษรไทย) และยังมีการอธิบายถึงหลักการแปลง ว เป็น พ ตามหลักการแปลงบาลีเป็นไทยอีก วจนะ จึงแปลงเป็น พจน์ 



ภาษาบาลีนั้นเป็นภาษาที่ไม่มีตัวอักษร มีแต่เสียง ดังนั้น ถ้าภาษานี้ไปอยู่ยังประเทศไทย ประเทศนั้นก็จะเขียนอักษรตามอักษรของตน  และเพื่อให้มีความแตกต่างจากภาษาไทย จึงมีการกำกับเสียงตัวสะกดไว้ด้วยพินทุ (เครื่องหมายจุดใต้ตัวอักษร)  ในสมัยก่อนใช้ ยามักการประกอบด้วย เช่น ส๎วากฺขาโต (สะ-หวาก-ขา-โต) พ๎ราห๎มณ (พราม-มะ-นะ) 

คำว่า “พุทฺธวจน” ถ้าจะเขียนเป็นอักษรไทยแล้วให้อ่านออกเสียงเป็นบาลี จะต้องมีจุด (พินทุ) ใต้ “ท” 
การอ่านออกเสียงภาษาบาลีอักษรไทย ในกรณีคำว่า พุทฺธวจน นั้น มีหลักว่า พยัญชนะตัวหน้าคือ “พ” มีสระอุกำกับอยู่แล้ว ดังนั้น พยัญชนะตัวหลังต้องอ่านออกเสียงเป็นตัวสะกด จึงต้องอ่านว่า พุด

ถ้าเขียนแบบลัทธิวัดนาป่าพงว่า “พุทธวจน” แล้วต้องการอ่านออกเสียงบาลี จะต้องอ่านว่า พุ ทะ ธะ วะ จะ นะ เพราะในเมื่อไม่มีพินทุสะกด “ท” จะอ่านออกเสียงเป็นตัวสะกดว่า พุด ไม่ได้

ข้าพเจ้าอยากถามสาวกคนนี้ว่า เขาอ่าน "พุทธรูป" ว่าอย่างไร  อ่านว่า "พุด ทะ รู ปะ" หรือเปล่า ถ้าเขาอ่านว่า พุด ทะ รูป  แล้วทำไมเขาถึงอ่าน พุทธวจน ว่า พุด ทะ วะ จะ นะ เล่า

ข้าพเจ้าเข้าใจว่า มหาเปรียญและอนุศาสนาจารย์ที่เขาไปถาม คงไม่ได้เห็นอักษรเขียนว่า "พุทธวจน" แน่นอน  สาวกสำนักนี้คงได้แต่ถามว่า พุด ทะ วะ จะ นะ เป็นภาษาไทยหรือบาลี ซึ่งแน่นอนว่าถามด้วยเสียงก็ต้องตอบว่าเป็นภาษาบาลี 

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่เป็นภาษาอะไร แต่อยู่ที่อักษรที่ใช้ในการถ่ายทอดภาษานั้นถูกต้องหรือไม่ตามหลักไวยากรณ์ 

หนำซ้ำยังกล้าบอกว่า ไม่มีใครในโลกอ่านว่า พุด ทะ วะ จน 




พุทฺธวจน มากจากศัพท์สองศัพท์คือ พุทฺธ กับ วจน  ไม่มีพจนานุกรมบาลีฉบับไหนเขียนโดยไม่ใช่จุดใต้ “ท” ยกเว้นพจนานุกูฉบับบาลีโคกอีแร้งสำนักนาป่าพง



อีกไม่นาน สำนักนี้จะเปลียนไปใช้คำว่า  “พุทธวจนํ” ซึ่งก็ผิดอีก เพราะเป็นการเขียนไทยปนบาลี ขณะนี้เห็นมีสาวกหลายคนเริ่มใช้คำนี้ในแบบที่เขียนผิดๆ แล้ว อีกหน่อยคงมีการแซวเรื่อง "พัฒนาการของบาลีโคกอีแร้งสำนักนาป่าพง" 

พุทฺธวจน เป็นศัพท์เดิม เมื่อประกอบวิภัตติแล้วสำเร็จรูปเป็น พุทฺธวจนํ  ซึ่งจะต้องนำไปใช้ในการลงรูปประโยค ถ้าจะใช้ลอยๆ เป็นคำเดียว ก็ใช้ตามศัพท์เดิมได้

ปัญหาความดื้อรั้นของลัทธินี้คือ การไม่ยอมศึกษาอะไรให้เข้าใจแล้วอนุมานเอาตามตรรกูและหลักวิชากู จนสร้างพจนานุกู อธิบายแบบง่ายๆ ชาวบ้านที่ไม่รู้อะไรก็รับไปเต็มๆ แล้วนำเผยแพร่จนองค์ความรู้ที่ถูกต้องบิดเบี้ยว  นี่คืออันตรายของพวก ชี้โดยไม่รู้  แถมด้วยมานะและอัตตาเต็มที่ว่า “กูรู้” 

กูรู้ จึงต่างจาก กูรู ดังนี้แล


วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558

สกิเทว มหากาพย์รอบใหม่ ยังไม่จบ




สกิเทว กับพระคึกฤทธิ์ มหากาพย์รอบใหม่ ยังไม่จบ !!!

ความน่ารังเกียจของเรื่องนี้ที่สังคมรับไม่ได้ มิใช่อยู่ที่พระคึกฤทธิ์อธิบายผิด แปลผิด เพราะใครก็ผิดกันได้ แต่อยู่ที่ตนผิดแล้วดันไปใส่ความว่าเขาแปลผิดกันทั่วประเทศ อุปมาเหมือนสุนัขยกขาฉี่ใส่ล้อรถ ฉะนั้น

พระคึกฤทธิ์ อธิบายเรื่อง สกิเทว ยืนยันว่าแปลว่าเทวดาคราวเดียว โดยไหลรายวัน แจงสาวกผู้มีสุตตะน้อยด้วยการยกหลักฐานเรื่อง "อิสิทัตตะ" ในมิคสาลาสูตร เล่มที่ ๒๒ ขึ้นแสดง แล้วกล่าวหา "ไอ้หนอน" ว่า มันไม่รู้จักพระสูตรนี้
พระสูตรนี้ มิคสาลาอุบาสิกา เกิดความสงสัยว่า บิดาตนและอิสิทัตตะ ประพฤติพรหมจรรย์ต่างกัน เหตุไฉนพระผู้มีพระภาคจึงพยากรณ์ว่าเป็นพระสกทาคามีเข้าถึง (ไปเกิดอยู่) บนสวรรค์ชั้นดุสิต เช่นเดียวกัน

และมิใช่เพียงแค่พระสูตรนี้ที่ท่านคึกฤทธิ์ยกขึ้นอ้างเพียงพระสูตรเดียวดอกท่าน แม้แต่เรื่องลูกสาวของท่านอานาถบิณฑิกะเศรษฐี นามว่านางสุมนาเทวี ซึ่งบรรลุพระสกทาคามีก่อนตายลง พระผู้มีพระภาคก็ทรงพยากรณ์ว่า เป็นพระสกทาคามีไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต เช่นกัน (สาวกท่านคึกฤทธิ์เคยได้ยินเรื่องนี้หรือไม่)

เจอคำว่า สวรรค์ชั้นดุสิต เลยชี้ขาดว่า เทว ต้องแปลว่าเทวดาเท่านั้น แปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้

อิมํ โลกํ แปลว่า โลกเทวดา
รวมต้องแปลว่า เทวดาคราวเดียว

แล้วท่านก็ยกพระสูตรขึ้นอรรถกถาขยายความตามปัญญาตน (เหยียดหยามพระอรรถกาจารย์เพื่อตนจะได้เป็นพระอรรถกถาจารย์เอง)

"บิดาของดิฉันชื่อปุราณะ เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ประพฤติห่างไกล งดเว้นจากเมถุนอันเป็นธรรมของชาวบ้าน ท่านทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ว่า เป็นสกทาคามีบุคคลเข้าถึงหมู่เทวดาชั้นดุสิต บุรุษชื่ออิสิทัตตะผู้เป็นที่รักของบิดาของดิฉัน เป็นผู้ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ (แต่)ยินดีด้วยภรรยาของตน แม้เขากระทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคก็ทรงพยากรณ์ว่า เป็นสกทาคามีบุคคลเข้าถึงหมู่เทวดาชั้นดุสิต"

รวมถึงตั้งคำถามๆ แก่ชาวปริยัติว่า ถ้าสกิเทวไม่ได้แปลว่าเทวดาคราวเดียว พระสกทาคามีเกิดอีกเพียงครั้งเดียว หากไม่ได้เกิดในเทวโลก หาก "อิมํ โลกํ" ไม่ได้หมายถึงโลกของเทวดาแล้ว พระสกทาคามีจะต่างกับพระโสดาบันเอกพีชีอย่างไร (ดูเป็นคำถามที่เป็นเหตุเป็นผลมาก และน่าทึ่งมากสำหรับผู้ใหม่ในสุตตะ แบบอ่านพระสูตรเพียงไม่กี่ปี)

ท่านคึกฤทธิ์เอาอะไรมาเหมารวมว่า พระสกทาคามีต้องไปเกิดในเทวโลกเท่านั้น เพราะพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคมิได้พยากรณ์ว่าพระสกทาคามีไปเกิดในสวรรค์ชั้นใดเลยก็มี เช่นใน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เรื่อง "สุทัตตะอุบาสก"

"ดูกรอานนท์ ภิกษุชื่อสาฬหะมรณภาพแล้ว กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ภิกษุณีชื่อนันทามรณภาพแล้ว เป็นอุปปาติกะ จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป"

"อุบาสกชื่อว่าสุทัตตะกระทำกาละแล้ว เป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะเบาบาง มาสู่โลกนี้อีกคราวหนึ่งแล้ว จักกระทำที่สุดทุกข์ได้ อุบาสิกาชื่อว่าสุชาดากระทำกาละแล้ว เป็นพระโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า."

พระสกทาคามี เมื่อไปเสวยบุญในเทวโลกแล้ว พระสูตรไหนคือเครื่องยืนยันว่าพระสกทาคามีจะไม่กลับมายังโลกนี้ (โลกมนุษย์อีก) จะปรินิพพานในเทวโลกนั้น ? (กรุณาอย่าเอาไปมั่วกับเทวดาฟังธรรมแล้วบรรลุอรหันต์ปรินิพพาน)

พระสกทาคามีต่างกับพระอนาคามี ผู้ซึ่งพระศาสดายืนยันว่าจะปรินิพพานในพรหมโลก อย่างไร ?

แค่พระคึกฤทธิ์ตั้งคำถามว่า พระสกทาคามีต่างจากโสดาบันเอกพีชีอย่างไรเพื่อหาความชอบธรรมให้กับเทวดาคราวเดียวของตน ก็ผิดตั้งแต่การตั้งคำถามแล้ว

"เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะแห่งอากิญจัญญายตนฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ... ว่างเปล่า เป็นอนัตตา เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ในธรรมเหล่านั้น ครั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบสังขารทั้งปวง ... นิพพาน เธอตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่พึงกลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ "
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕
อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

ดังนั้น ถ้าสาวกพระคึกฤทธิ์จะทราบว่าพระคึกฤทธิ์รู้จริงหรือแค่มั่วนิ่ม จงศึกษาตามประเด็นและพระสูตรเหล่านี้ดูเถิดจะเข้าใจ

สรุป สกิเทว แปลว่า เทวดาคราวเดียว ตามที่พระคึกฤทธิ์แปลนั้น ผิดทั้งไวยากรณ์บาลี ผิดทั้งอรรถด้วยการพิสูจน์หลักฐานชั้นพุทธวจนะ

เมื่อศึกษาแล้วจะปักใจเชื่อการอธิบายผิดๆ เพี้ยนๆ ของพระคึกฤทธิ์อีกก็ตามสบาย หรือจะขี้เกียจศึกษาแต่ขอเชื่ออย่างคนไร้ปัญญาก็ตามอัธยาศัย "ความโง่ ถ้าสมัครใจ ใครก็ห้ามไม่ได้"