วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558

ไหนบอกไม่เอาอรรถกถาไงวัดนาป่าพง



ท่านคึกฤทธิ์และสาวกวัดนาป่าพงยืนยันตลอดมาว่าไม่เอาอรรถกถา หนำซ้ำเหยียบย่ำทำลาย แล้วไฉนจึงกลืนน้ำลายตนเองเล่า หลายครั้งหลายหนที่ตนอธิบายตามอรรถกถาแล้วแอบด่าอรรถกถาและพระอรรถกถาจารย์ เข้าทำนองถ่มน้ำลายรดฟ้า ปากว่าตาขยิบ เกลียดปลาไหลแต่กินน้ำแกง จนถึง “กินบนเรือนขี้บนหลังคา”

พระสูตรแม้ทั้งปวงที่ถามแล้วได้ความรู้และความยินดีมีจูฬเวทัลลสูตร มหาเวทัลลสูตร สัมมาทิฏฐิสูตร สักกปัญหสูตร สังขารภาชนิยสูตร มหาปุณณมสูตรเป็นต้น พึงทราบว่า เวทัลละ.

อรรถกถา อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=21&i=6

ไหน "ลัทธิพุทธวจน" บอกไม่เอาอรรถกถาไง แล้วคำอธิบายเวทัลละมาจากไหน ถ้าไม่ใช่อรรถกถา

เมื่อก่อนเจ้าลัทธิก็มั่วหลอกสาวกว่า เวทัลละคือธรรมชั้นลึก ได้แก่ปฏิจสมุปบาท พอเจอไล่จี้ถามจนสาวกไปไม่เป็น เดี๋ยวนี้จึงไปเอาอรรถกถามาอธิบาย
ไร้ยางอายจริงๆ

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2558

สำคัญตนว่าเป็นพระอริยะ ไม่เป็นไร จริงหรือ?

สำคัญตนว่าเป็นพระอริยะ ไม่เป็นไร จริงหรือ

พระคึกฤทธิ์  โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง สอนสาวกของตนเองตามแนวคิดของตนเองที่นำมาอธิบายข้ออรรถ ข้อธรรม ว่า  หากเราสำคัญผิดว่าเป็นพระโสดาบันก็ไม่เป็นไร เพราะเราจะทำตัวเหมือนพระโสดาบัน ไม่เป็นอันตรายกับใคร

ข้อนี้พระคึกฤทธิ์ กล่าวบิดเบือนคำพระศาสดา  เพราะพระศาสดาไม่เคยตรัสอย่างนั้น รวมถึงคำอธิบายของพระคึกฤทธิ์ขัดต่อหลักการในพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง

หลักการในพระพุทธศาสนาคือ “วิปัสสนา”  รู้ไปตามที่ตนเป็นจริง ดังคำตรัสของพระผู้มีพระภาคปรากฏในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ ว่า

“เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา

เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
ดูกรพราหมณ์ แม้ข้อนี้ก็เป็นปัญญาของเธอประการหนึ่ง
ดูกรพราหมณ์ นี้แลคือปัญญานั้น.”

และปรากฏใน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่าภิกษุในธรรมวินัยนี้
จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ
ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่
ก็รู้ว่าจิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต
หรือจิตไม่เป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น ดังพรรณนามาฉะนี้”

ดังนั้น การที่พระคึกฤทธิ์ฯ สอนสาวกว่า ถ้าเข้าใจผิดคิดว่าตนเป็นพระโสดาบันก็ไม่เป็นไร  คำสอนเช่นนี้ขัดต่อคำสอนของพระศาสดาที่ทรงตรัสให้รู้ไปตามความเป็นจริงว่า จิตของตนหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น

ในเรื่องนี้มีกรณีศึกษาของพระกัสสปให้เราได้ศึกษากัน โดยเมื่อครั้งพระองค์ทรงเสด็จไปโปรดท่านกัสสปหนึ่งในชฎิลสามพี่น้อง ซึ่งเข้าใจว่าตนเป็นพระอรหันต์  ปรากฎในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๔ พระองค์ทรงตรัสว่า

“ดูกรกัสสป ท่านไม่ใช่พระอรหันต์แน่  ทั้งยังไม่พบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ แม้ปฏิปทาของท่านที่จะเป็นเหตุให้เป็นพระอรหันต์  หรือพบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์  ก็ไม่มี” 

ดังนี้แล้ว การเข้าใจผิดคิดว่าตนเป็นพระอริยะ จึงส่งผลให้สาวกวัดนาป่าพงภายใต้การอบรมสั่งสอนของพระคึกฤทธิ์เข้าใจผิดว่าตนเป็นพระอริยะนั้น กลายเป็นพระอริเยอะ ยกระดับเป็นพระอริยุ่ง  เกิดสักกายะทิฏฐิอย่างแรงกล้า เกิดอติมานะคิดว่าตนเหนือกว่าคนทั้งปวง เที่ยวโพนทะนา เพ่งโทษ ติเตียนทั้งพระและเพื่อนสหพรหมจรรย์ทั่วไป  โดยเข้าใจว่า ตน “เมตตา” สั่งสอนให้  เขาเหล่านั้น ขาดวิปัสสนา จึงไม่รู้ชัดถึงความขุ่นมัว ไม่พอใจ ความซัดส่ายในจิตตนเมื่อปรากฏว่าผู้อื่นคิดเห็นหรือปฏิบัติไม่ตรงกับสิ่งที่ตนเองเข้าใจ  แม้พระที่ท่านปฏิบัติถูกแล้ว แต่ความรู้ตนเองมีไม่ถึงที่จะวินิจฉัยก็เที่ยวไปเพ่งโทษติเตียนท่าน  เกิดเป็นบาปเวร อย่างไม่รู้จบ รู้สิ้น 
                                                                  
ท่านทั้งหลาย  พิจารณาเอาเองเถิดว่า  คำสอนของพระคึกฤทธิ์ฯ 
เป็นคำสอนที่เข้าด้วยคำสอนของพระศาสดาหรือไม่อย่างไร  

ทั้งหมดเกิดจากพระคึกฤทธิ์ฯ ขาดความรู้  รู้ไม่ถ้วนในพระพุทธวจนะอย่างแท้จริง  และใช้คำของตนเองอธิบายพระสูตร  อธิบายพุทธวจนะ แทนที่จะใช้พุทธวจนะอธิบายพุทธวจนะอย่างถูกต้องแท้จริง


วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ปัญหา ๕ มาสก เป็นเท่าไหร่ตามพุทธวจนะ

สถานการณ์  ณ  วันที่  ๒๐  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๘  กำลังรอมติ มส. พิจารณากรณีพระธัมมชโยถือเอาทรัพย์ที่เขาไม่ได้ให้ตั้งแต่ ๕ มาสก ขึ้นไป  ทำให้ข้าพเจ้านึกขึ้นได้ว่า  ๕ มาสกนี่ถ้าถามชาวพุทธวจน วัดนาป่าพง เขาจะตอบว่าอย่างไรหนอ  เพราะเขาพูดไว้หนักแน่นว่า   เขาถือเอาเฉพาะพุทธวจนะที่มีคำขึ้นต้นว่า “ดูกร..” เท่านั้น 

ในเรื่องค่าเงินหน่วยนับเป็นมาสกนี้  เป็นหน่วยนับเงินของอินเดียในสมัยพุทธกาล  ซึ่งในพุทธกาลยังไม่มีเงินบาทให้เทียบกันเลยด้วยซ้ำ  ดังนั้น  จึงไม่มีดอกว่าพระผู้มีพระภาคจะอธิบายไว้ว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตบัญญัติ ๕ มาสก เท่ากับ.....บาทไทย”  แล้วเขาจะเอาอะไรมาตอบ 



การวินิจฉัยเทียบราคาทรัพย์ ๕ มาสกนี้ (พระบาลีใช้ศัพท์ว่า  ปญฺจมาสกํ)  เราถือเอาตามอรรถกถาหรือตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกในส่วนที่พระคึกฤทธิ์และพวกเรียกว่า  “คำสาวก”  โดยในพระวินัยปิฎก  มหาวังค์  ภาค ๑ เล่ม ๑  หน้า ๒๔๑ ข้อ ๘๓ (ฉบับหลวง)  บันทึกไว้ว่า  

  “ภิกษุรูปนั้นกราบทูลว่า เพราะทรัพย์บาทหนึ่งบ้าง เพราะของควรค่าบาทหนึ่งบ้าง เกิน บาทหนึ่งบ้าง พระพุทธเจ้าข้า   

แท้จริงสมัยนั้น ทรัพย์ ๕ มาสกในกรุงราชคฤห์ เป็นหนึ่งบาท    ซึ่งการอธิบาย  ๕  มาสกเท่ากับ  ๑ บาท  นี้เป็นการอธิบายโดย  “คำสาวก”  ซึ่งในสมัยที่มีการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย  อาจจะเป็นไปได้ว่า  ผู้แปลได้ดูการเทียบค่าเงินจากอรรถกถาและฎีกา  โดยอรรถกถาและฎีกาเทียบมูลค่ามาสกจากราคาทอง  วิธีการคือ นำข้าวสาร ๒๐ เมล็ดมาชั่งน้ำหนักกับทอง ข้าวสาร ๒๐ เมล็ดมีน้ำหนักเท่ากับทองกี่กรัมก็เอาน้ำหนักนั้นไปคำนวนด้วยราคาเงินบาท  ในสมัยที่มีการแปลพระไตรปิฎกข้อนี้  ราคาทองอาจจะแค่บาทละ ๑๐๐  หรือ ๒๐๐ บาท  ดังนั้น  ๕ มาสกจึงมีค่าเท่ากับทองราคา ๑ บาท  ก็เป็นไปได้  

วัดนาป่าพงจึงไม่ควรยกสาวกภาษิตนี้มาตอบเรื่อง  ๕ มาสก  แต่พึงนำพุทธวจนะที่ทรงอธิบายเรื่อง  ๕ มาสกมาแสดงเถิด  ให้สมกับที่พวกท่านชูประเด็น  จุดเด่นว่า  ตนเอาแต่พุทธวจนะเท่านั้น   ไม่เอาอรรถกถา คำครูบาอาจารย์  หรือคำแต่งใหม่ใดๆ ทั้งสิ้น 

ถ้าไม่ใช้หลักการเทียบตามนัยอรรถกถา  จะเกิดปัญหาอีกว่า  ๕ มาสกสำหรับค่าเงินพม่า  ค่าเงินลาว  ค่าเงินศรีลังกา ฯลฯ  จะเป็นเท่าไหร่  แต่ถ้าเทียบกันตามที่พระอรรถกถาจารย์ท่านวางหลักไว้ให้  ไม่ว่ายุคสมัยใด  ค่าเงินประเทศไหน  ก็จะไม่มีปัญหาในการวินิจฉัยเลย

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

พระคึกฤทธิ์ติเตียนพระอรหันต์ในขณะที่พระศาสดาสรรเสริญพระอรหันต์


ภาพที่ทุกท่านเห็นนี้คือภาพที่พระมหาไพโรจน์  โรจนธัมโม  (วงศ์ศาไชย)  ภิกษุสาวกวัดนาป่าพง  นำมาแสดงใน FB ของข้าพเจ้า   เพื่อยืนยันว่า  พระอรหันต์คิดผิด พูดผิด ทำผิด ตามคำบอกเล่าของพระคึกฤทธิ์  โสตฺถิผโล  ซึ่งมักจะกล่าวเช่นนี้ให้สาธุชนฟังอยู่เสมอเพื่อสนับสนุนความคิดเห็นของตนว่า    “พระศาสดาห้ามฟังคำสาวก”        โดยการยกพระสารีบุตรและพระอรหันต์รูปอื่นๆ ขึ้นแสดง       โดยที่พระคึกฤทธิ์ฯ  ตีความเอาเองทั้งหมด เพราะไม่อ่านให้จบพระสูตร  หรืออ่านแล้วแต่มีเจตนาบิดเบือนพระสูตรข้าพเจ้าก็มิอาจทราบความในใจของท่านได้   (สำหรับหลักฐานในแต่ละเรื่อง ข้าพเจ้าจะนำเสนอในบทความต่อๆ ไป)

ในความเป็นจริงแล้ว   พระศาสดาไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะติเตียนพระสารีบุตรหรือพระอรหันต์  ในรอบสองพันกว่าปีมานี้  เห็นทีจะมีแต่พระคึกฤทธิ์และสาวกของพระคึกฤทธิ์เท่านั้นที่เพ่งโทษติเตียนพระสารีบุตรและพระอรหันต์ทั้งหลาย 

พระพุทธองค์ทรงตรัสสรรเสริญพระสารีบุตรหลายพระสูตร  และในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗  สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ปวารณาสูตรที่ ๗ พระศาสดาก็ได้ทรงย้ำว่า  ไม่ทรงติเตียนพระสารีบุตรและพระอรหันตสาวกในกรรมซึ่งกระทำทางกายหรือวาจาของพระสารีบุตรและพระอรหันต์เหล่านั้นไม่ได้เลย

“สารีบุตร เราติเตียนกรรมไรๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจาของเธอไม่ได้เลย

สารีบุตร เธอเป็นบัณฑิต

สารีบุตร เธอเป็นผู้มีปัญญามาก เป็นผู้มีปัญญาแน่นหนา

สารีบุตร เธอเป็นผู้มีปัญญาชวนให้ร่าเริง เป็นผู้มีปัญญาว่องไว เป็นผู้มีปัญญาหลักแหลม เป็นผู้มีปัญญาสยายกิเลสได้

สารีบุตร โอรสพระองค์ใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิ ย่อมยังจักรอันพระราชบิดาให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามได้โดยชอบ ฉันใด

สารีบุตร เธอก็ฉันนั้นเหมือนกันย่อมยังธรรมจักรอันยอดเยี่ยม อันเราให้เป็นไปแล้วให้เป็นไปตามได้โดยชอบแท้จริง ฯ

ท่านพระสารีบุตรจึงกราบทูลอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากว่าพระผู้มีพระภาค ไม่ทรงติเตียนกรรมไรๆ อันเป็นไปทางกาย หรือทางวาจาของข้าพระองค์ไซร้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคจะไม่ทรงติเตียนกรรมไรๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจาของภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้บ้างหรือ ฯ

สารีบุตร เราไม่ติเตียนกรรมไรๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจา ของภิกษุ ๕๐๐ รูปแม้เหล่านี้ สารีบุตร เพราะบรรดาภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้ ภิกษุ ๖๐ รูป เป็นผู้ได้วิชชา ๓ อีก ๖๐ รูป เป็นผู้ได้อภิญญา ๖ อีก ๖๐ รูป เป็นผู้ได้อุภโตภาควิมุติ ส่วนที่ยังเหลือเป็นผู้ได้ปัญญาวิมุติ ฯ”

ดังนั้น  การติเตียนพระอรหันตสาวกของพระศาสดาจึงนับได้ว่าเป็นกรรมหนักของชาววัดนาป่าพงทุกรูป  ทุกคน  ทีเดียว  กรรมนี้เรียกว่า  “อริยุปวาทกรรม”  มีโทษเท่าอนันตริยกรรม  ห้ามสวรรค์  ห้ามนิพพานในภัทรกัปนี้กันทีเดียว  ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร  เพราะบาปกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้กระทำจะเชื่อหรือไม่เชื่อ  กรรมนั้นให้ผลเฉพาะด้วยกฎแห่งกรรมนั้นเอง หาได้อาศัยความเชื่อของบุคคลใดไม่ 


วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ความเข้าใจผิดของพระคึกฤทธิ์ฯ เกี่ยวกับการอธิบายธรรมของพระสาวก



“ไม่ต้องแก้ครับ  ไม่ต้องคิดว่าเรามีไอเดียที่ดีมาขยายความอะไรครับ  ไม่ต้องครับ” 

คำพูดของพระคึกฤทธิ์นี้  เกิดขึ้นเมื่อครั้งพระวัดเนินพระแสดงความคิดเห็นถึงถึงหน้าที่ในการอธิบายความ ขยายความของพระอรรถกถาจารย์  และอธิบายให้ท่านคึกฤทธิ์ทราบถึงการอธิบายขยายความ ซึ่งไม่ใช่การบัญญัติธรรมใหม่เพิ่มเติมธรรมที่พระตถาคตตรัสไว้ดีแล้ว 

แต่พระคึกฤทธิ์ฯ กลับไม่ยอมเข้าใจ  และยังยืนยันกลับไปว่า  พระสาวกไม่มีหน้าที่ขยายความ แต่จะต้องกล่าวคำพระพุทธเจ้าทุกคำชนิดก๊อปปี้มา  !!!!!

พระสาวก ไม่จำเป็นต้องอธิบายธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างที่พระคึกฤทธิ์ว่าไว้ จริงหรือ ?

พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโดยละเอียดแล้วทุกครั้ง จึงไม่จำเป็นต้องฟังคำอธิบายจากสาวกตามที่พระคึกฤทธิ์กล่าว จริงหรือ ?

ตอบ   ไม่จริงเลย เราพบในพระไตรปิฎกหลายพระสูตรที่พระสาวกจะเป็นผู้อธิบายธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสไว้โดยย่อให้พิสดาร และพระพุทธองค์มิได้ทรงแสดงธรรมโดยพิสดารในทุกๆ ครั้ง ในบางครั้งทรงแสดงธรรมโดยย่อ เพียงยกหัวข้อขึ้นแสดงเท่านั้น ภิกษุในครั้งพุทธกาลจึงจำเป็นต้องอาศัยพระสาวกของพระพุทธองค์ให้อธิบายธรรมโดยพิสดาร (โดยละเอียด) การที่พระพุทธองค์ทรงยกเฉพาะหัวข้อขึ้นแสดงนี้ ก็เพื่อเป็นการเปิดทางให้สาวกของพระองค์ได้แสดงธรรม อธิบายธรรม ด้วยทรงเล็งเห็นว่า พระพุทธศาสนาที่พระองค์ประกาศนั้น จะสามารถเผยแผ่และตั้งมั่นอยู่ได้ ก็ด้วยอาศัยพระสาวกของพระองค์นั่นเอง

พระมหากัจจายนะ เอตทัคคะผู้เลิศในการอธิบายธรรมโดยย่อให้พิสดาร ได้ชื่อว่าเป็น "พระอรรถกถาจารย์"

"ดูกรท่านพระกัจจายนะผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเป็นผู้มีจักษุ มีพระญาณ มีธรรม เป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้ตรัสบอก ทรงให้เป็นไป ทรงแสดงประโยชน์ ประทานอมตธรรม เป็นเจ้าของธรรม เป็นพระตถาคต ทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ ทรงเห็นธรรมที่ควรเห็นโดยแท้ ก็และกาลนั้นเป็นการควรแก่พระผู้มีพระภาคที่กระผมทั้งหลายเข้าไปเฝ้าแล้ว พึงทูลถามอรรถอันนั้น พระผู้มีพระภาคของเราทั้งหลายทรงพยากรณ์ด้วยประการใด กระผมทั้งหลายพึงทรงจำอรรถนั้นไว้ด้วยประการนั้น ก็แต่ว่าท่านพระมหากัจจายนะพระศาสดาทรงสรรเสริญและเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายผู้เป็นวิญญูยกย่อง ท่านพระมหากัจจายนะย่อมสามารถเพื่อจำแนกอรรถแห่งอุทเทศที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยย่อ ไม่ได้ทรงจำแนกอรรถโดยพิสดารนี้ โดยพิสดารได้ ขอท่านพระมหากัจจายนะไม่ทำความหนักใจแล้ว จงจำแนกเถิด ฯ"

เมื่อภิกษุเหล่านั้นได้ฟังคำอธิบายของพระมหากัจจายนะแล้ว มีความปิติยินดียิ่ง ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเล่าให้ฟังถึงการแสดงธรรมของพระมหากัจจายนะ ดังนี้

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เหล่านั้นแลได้มีความเห็นร่วมกันว่า ท่านพระมหากัจจายนะนี้แล พระศาสดาทรงสรรเสริญ   

และเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายผู้เป็นวิญญูยกย่อง ท่านพระมหากัจจายนะคงสามารถเพื่อจำแนกอรรถแห่งอุเทศ ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยย่อ ไม่ทรงจำแนกอรรถโดยพิสดารนี้ โดยพิสดารได้ 

ไฉนหนอ เราทั้งหลายพึงเข้าไปหาท่านพระมหากัจจายนะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วพึงถามอรรถข้อนั้นกะท่านพระมหากัจจายนะเถิด 

ท่านพระมหากัจจายนะจักพยากรณ์แก่เราทั้งหลายด้วยประการใด 
เราทั้งหลายจักทรงจำอรรถนั้นไว้ด้วยประการนั้น ดังนี้ 

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญลำดับนั้นแล ข้าพระองค์ทั้งหลายได้เข้าไปหาท่านพระมหากัจจายนะถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้ถามอรรถข้อนั้นกะท่านพระมหากัจจายนะ ท่านพระมหากัจจายนะได้จำแนกอรรถด้วยดีแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย ด้วยอาการเหล่านี้ ด้วยบทเหล่านี้ ด้วยพยัญชนะเหล่านี้พระเจ้าข้า ฯ

พระพุทธองค์ทรงตรัสสรรเสริญพระมหากัจจายนะและยืนยันในคำอธิบายของพระมหากัจจายนะ เพื่อให้ภิกษุมั่นใจว่า พระสาวกก็สามารถอธิบายธรรมได้ดุจเดียวกับพระองค์

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดีแล้ว ดีแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหากัจจายนะเป็นบัณฑิต มหากัจจายนะเป็นผู้มีปัญญามาก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้หากเธอทั้งหลายพึงเข้ามาหาเราแล้วถามอรรถ
ข้อนั้น แม้เราพึงพยากรณ์อรรถข้อนั้นอย่างที่มหากัจจายนะพยากรณ์แล้วนั้นแหละ นั่นเป็นอรรถแห่งอุเทศนั้น และเธอทั้งหลายพึงทรงจำอรรถนั้นไว้อย่างนั้นเถิด ฯ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖
อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต


วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

ปฐมบทการบิดเบือนพระสัทธรรมของพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาส วัดนาป่าพง

พระคึกฤทธิ์  โสตฺถิผโล  บิดเบือนพระสัทธรรมจะด้วยความตั้งใจก็ดี  ไม่ตั้งใจก็ดี  เพราะการตีความพระสัทธรรมผิดเพี้ยน  อ่านพระสูตรไม่ถ้วนทุกพระสูตร  ศึกษาพระไตรปิฎกไม่รอบด้านและศึกษาไม่ครบถ้วน  เมื่อมีบัณฑิตไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุหรือฆราวาสชี้แนะ  ชี้แจง  พระคึกฤทธิ์ก็ดื้อด้าน ไม่รับฟัง ไม่ศึกษาตามคำแนะนำชี้แจง  ทิฏฐิของพระคึกฤทธิ์เช่นนี้เกิดจากการตีความคำว่า  คำสาวก”  ผิดเพี้ยน และตีความพระสูตรผิดเพี้ยนไป  จนสุดท้าย  แม้จะมีใครยกพระบาลีมาแสดงพระคึกฤทธิ์ก็หาทางออกด้วยการกล่าวว่าแปลบาลีผิด  โดยที่ตนเองไม่ได้มีความรู้ทางภาษาบาลีเลยแม้แต่น้อย 


พระคึกฤทธิ์บิดเบือนพระสัทธรรมอ้างว่า  พระพุทธเจ้าตรัสสั่งไว้ว่า  อย่าฟังคำคนอื่น  ศึกษาและฟังเฉพาะคำพระตถาคตเท่านั้น  แม้แต่พระอรหันต์ผู้เลิศด้วยปัญญาก็เป็นเพียงผู้เดินตามเท่านั้น”  และยังสร้างวาทะกรรม  ห้ามฟังคำแต่งใหม่  โดยบิดเบือนพระสูตร  ปิดบังพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญคำแต่งใหม่ตามศัพท์ที่ถูกต้องว่า  พยัญชนะปฏิรูป”  พฺยญฺชนปฏิรูปก   ซึ่งพระคึกฤทธิ์ไม่เคยนำมาแสดงเลย


ประเด็นพระพุทธเจ้าตรัสให้ฟังคำของพระองค์เท่านั้น อย่าฟังคำคนอื่นและสอนให้ประชาชนดูถูกพระอริยสาวกในพุทธกาลมีพระสารีบุตรเป็นต้น ไม่ให้ศรัทธาในพระอริยสาวกของพระพุทธองค์นั้นเป็นการกล่าวตู่พระพุทธองค์อย่างร้ายแรงประการหนึ่ง เพราะไม่มีพระสูตรใดเลยที่พระองค์ทรงตรัสไว้เช่นนั้น  พบในหลายพระสูตรที่พระองค์ทรงให้สาวกของพระองค์ออกเดินทางเพื่อเผยแผ่พระสัทธรรม  และหลายพระสูตรที่พระพุทธองค์ทรงให้สาวกแสดงธรรม รวมถึงสรรเสริญธรรมที่สาวกแสดง  เช่นในอนุตตริยสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่  ๒๒  แสดงไว้ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมไปเพื่อฟังเสียงกลองบ้าง เสียงพิณบ้าง เสียงเพลงขับบ้าง หรือเสียงสูงๆต่ำๆ ย่อมไปเพื่อฟังธรรมของสมณะ หรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด  ดูกรภิกษุทั้งหลาย การฟังนี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่าไม่มี   ก็แต่ว่าการฟังนี้นั้นเป็นกิจเลว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมไปฟังธรรมของพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การฟังนี้ยอดเยี่ยมกว่าการฟังทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ไปเพื่อฟังธรรมของพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า สวนานุตตริยะ ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ เป็นดังนี้ ฯ


พระสูตรซึ่งพระพุทธองค์ตรัสให้สาวกของพระองค์เดินทางไปเผยแผ่พระสัทธรรม  พระคึกฤทธิ์ก็กล่าวตู่พระพุทธองค์อีกว่า  ทรงสั่งให้กล่าวแต่คำพระพุทธองค์เท่านั้น  โดยนำคำที่พระพุทธองค์ทรงสั่งให้พระสาวกแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น  ในท่ามกลาง  และในที่สุด  มาตีความขยายความโดยขัดต่อพระสูตรอื่นที่ทรงอนุญาตให้ทำพยัญชนะปฏิรูปได้  การตีความเช่นนี้  เป็นการตีความเพื่อยกตนเองโดยลดทอนความเชื่อถือของพระอริยสาวกที่เดินทางออกไปเผยแผ่พระศาสนา   ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต พวกเธอจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าได้ไปทางเดียวกันสองรูป ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงแสดงธรรมงามในเบื้องต้นงามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ในโลกนี้ สัตว์พวกที่มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุเบาบางยังมีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมสัตว์พวกนั้นจึงเสื่อมเสียไป ผู้ที่รู้ทั่วถึงธรรมได้ยังจักมี แม้เราก็จักกระทำ โดยที่ให้พระนครพันธุมดีเป็นสถานที่อันเธอทั้งหลายพึงกลับมาแสดงพระปาติโมกข์โดยหกปีๆ   ล่วงไป    ดังนี้ฯ    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒  ทีฆนิกาย มหาวรรค


แม้แต่พระพุทธองค์เองทรงเคารพในธรรม ก็ยังทรงฟังการแสดงธรรมของพระสาวก  “ดูกรนันทกะธรรมบรรยายของเธอนี่ยาวมาก แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ เรายืนรอฟังจนจบกถาอยู่ที่ซุ้มประตูด้านนอกย่อมเมื่อยหลัง ฯ”  พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕  อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต



ต่อมาเมื่อมีคำถามจากสังคมมากขึ้นและมีการแสดงพยานหลักฐานพระสูตรต่างๆ   ตามเว็บบอร์ดพันทิปตามเฟสบุ๊คต่างๆ  พระคึกฤทธิ์ฯ  ก็กล่าวแก้ตัวว่า  พระพุทธเจ้าให้ฟังเฉพาะคำสาวกที่พระองค์ทรงรับรองเท่านั้น ทั้งๆ ที่ไม่ปรากฏว่าพระองค์ทรงแสดงเช่นนั้นไว้ในพระไตรปิฎกเลย 


สาเหตุที่ทำให้พระคึกฤทธิ์ฯ เข้าใจเช่นนั้น เพราะพระคึกฤทธิ์ฯ ตีความพระบาลีว่า  สาวกภาษิต  ผิดเพี้ยนไป  ทั้งเมื่อผู้รู้นำพระบาลีมาแสดงความหมายของ  “พาหิรกา สาวกภาสิตา”  ให้พระคึกฤทธิ์ทราบ  และมีผู้พยายามอธิบายและยกอรรถกถามาแสดงความหมายของ พาหิรกา สาวกภาสิตา ว่าหมายถึง ภาษิตของสาวกนอกพระพุทธศาสนา พระคึกฤทธิ์ฯ  ก็ไม่ฟัง  ไม่สอบทาน  หนำซ้ำยังกล่าวจาบจ้วงอรรถกถาว่าเป็นคำแต่งใหม่ พระพุทธเจ้าไม่ให้ฟัง  จึงทำให้แนวคิดนี้ขัดแย้งกับพระสูตรอื่นอีกหลายพระสูตร และเกิดการจาบจ้วงพระอรรถกถาจากเหล่าผู้ศรัทธาพระคึกฤทธิ์ฯ  โดยคิดว่า  พระคึกฤทธิ์ฯ  เป็นคนเดียวในโลกที่เผยแผ่แต่พุทธวจนะและมีความรู้ในพระไตรปิฎกมากที่สุด  มากจนสามารถแยกแยะได้ว่าพระสูตรใดเป็นพุทธวจนะ พระสูตรใดไม่ใช่พุทธวจนะ  เพราะพระคึกฤทธิ์บิดเบือนคำสอนของพระศาสดาว่า  พระองค์ทรงให้ศึกษาแต่สุตตะ (พระสูตร) เท่านั้น  ทั้งๆ ที่หลักฐานในพระไตรปิฎกแสดงไว้ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม  เวทัลละพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต 
            

เมื่อมีผู้ถามว่า  ทั้งหมดนี้คืออะไร  ก็บิดเบือนไปอีกว่า เวทัลละคือธรรมชั้นลึก ได้แก่ปฏิจสมุปบาท ซึ่งเป็นคำพูดที่พระคึกฤทธิ์อธิบายเองโดยไม่มีพุทธวจนะรับรอง  ในขณะที่ผู้ศึกษาพระไตรปิฎกทั่วโลกยอมรับร่วมกันว่า  เวทัลละคือพระสูตรที่มีการถามตอบระหว่างพระพุทธองค์กับพระสาวก เช่น จูฬเวทัลลสูตร มหาเวทัลลสูตร สัมมาทิฏฐิสูตร สักกปัญหสูตร สังขารภาชนียสูตร และมหาปุณณมสูตร
            

พระคึกฤทธิ์ฯ  สอนประชาชนว่า  คำแต่งใหม่พระพุทธเจ้าไม่ให้ฟัง ซึ่งเป็นการบิดเบือนพระสัทธรรมอีกข้อหนึ่ง  เพราะพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเรื่อง  “พยัญชนะปฏิรูป”  ไว้  โดยสรรเสริญพยัญชนะปฏิรูปที่แสดงอนุโลมตามอรรถ ตามธรรม  พระคึกฤทธิ์ฯ  ทำให้ประชาชนเข้าใจว่า  พยัญชนะปฏิรูปคือสัทธรรมปฏิรูป  ทั้งๆ ที่ตนเองเป็นผู้ทำสัทธรรมปฏิรูป กล่าวสอนประชาชนว่าพระศาสดาสั่งทั้งๆ ที่พระศาสดาไม่ได้สั่ง  กล่าวสิ่งที่เป็นธรรมว่าไม่ใช่ธรรม  กล่าวสิ่งที่เป็นวินัยว่าไม่ใช่วินัย 
            

คำแต่งใหม่ที่พระคึกฤทธิ์ฯ  พูดถึง แท้จริงคือ พยัญชนะปฏิรูป (พฺยญฺชนปฏิรูปก) ในพระไตรปิฎกแสดงไว้ดังนี้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่อนุโลมอรรถและธรรม โดยสูตรซึ่งตนเรียนไว้ดี ด้วยพยัญชนะปฏิรูปนั้น ชื่อว่าปฏิบัติแล้วเพื่อประโยชน์ของชนมาก เพื่อความสุขของชนมาก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุพวกนั้นยังประสพบุญเป็นอันมาก ทั้งชื่อว่าดำรงสัทธรรมนี้ไว้อีกด้วย ฯ”  “เย เต ภิกฺขเว ภิกฺขู สุคฺคหิเตหิ สุตฺตนฺเตหิ พฺยญฺชนปฏิรูปเกหิ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ อนุโลเมนฺติ เต ภิกฺขเว ภิกฺขู พหุชนหิตาย ปฏิปนฺนา พหุชนสุขาย พหุโน ชนสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ พหุญฺจเต ภิกฺขเว ภิกฺขู ปุญฺญํ ปสวนฺติ เตจิมํ สทฺธมฺมํฐเปนฺตีติ ฯ  พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒  อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาตร
            

ด้วยความคิดความเห็นที่ผิด  ด้วยการกล่าวธรรมว่าไม่ใช่ธรรม กล่าววินัยว่าไม่ใช่วินัย  จึงทำให้พระคึกฤทธิ์ฯ นำคำสอนผิดๆ ออกเผยแพร่แก่ประชาชนอีกหลายเรื่องหลายประการ  การเผยแพร่ดังกล่าวไม่ใช่การเผยแผ่หรือแสดงธรรมในพระพุทธศาสนา แต่เป็นการบิดเบือนคำสอนของพระศาสดา จนถึงกับกล่าวทำลายความน่าเชื่อถือของหลักฐานต่างๆ  ด้วยการกล่าวว่า  การเรียนบาลีในประเทศไทยผิดทั้งประเทศ  แปลผิดทั้งประเทศ   เป็นการเรียนเดรัจฉานวิชา  พระไตรปิฎกที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทยมีคำปลอมรวมอยู่ด้วย ทำให้ประชาชนที่ไม่ได้ศึกษาพระไตรปิฎกด้วยตนเองอย่างแท้จริง  เกิดความเข้าใจผิดและเกิดความเชื่อถือในคำพูดของพระคึกฤทธิ์ฯ  นำมาซึ่งการวิวาท ถกเถียง และความแตกแยกในสังคมชาวพุทธศาสนาประเทศไทยดังที่ปรากฏในปัจจุบัน หากไม่มีการระงับอธิกรณ์  หรือทำความเห็นของชาวพุทธให้ถูกต้อง ชี้แจงด้วยหลักฐานทางวิชาการให้ชัดเจน  ความคลุมเครือและปัญหาเช่นนี้จะเกิดแล้วเกิดอีกไม่จบไม่สิ้นตลอดไป 


วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ถ่ายรูปศพพ่อ ศพแม่ แข่งกันโพสต์ ช่วยพระหากิน


เห็นพฤติกรรมสาวกพระคึกฤทธิ์  โสตฺถิผโล  แล้วได้แต่สมเพช เวทนา   ปนสงสารคนตายที่ลูกหลานเนรคุณ   ยอมเอาศพพ่อแม่  คนรู้จัก  ญาติโยมทั้งหลายโพสต์แข่งกันเพื่ออวดการทำความดีของตนที่ได้นำคำสอนยี่ห้อ    “พุทธวจน”      จากปากผ่านหนังสือของพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพงไปอ่านให้คนใกล้ตายฟัง  อ่านจนตายแล้วคอยถ่ายรูปมาโพสต์อวดกัน โชว์เต็มๆ ไม่ได้มีการเบลอภาพแต่อย่างใด  ภาพที่เบลอนี่ไม่ใช่ผู้โพสต์ซึ่งเป็นลูกหลานคนตายดอกที่เบลอ แต่เพื่อนชาวเน็ตเห็นแล้วสงสารคนตาย  แต่ถึงอย่างไรก็ต้องประจานพฤติกรรมลูกหลานเนรคุณ จึงได้ทำภาพเบลอไว้ให้  เบื้องหลังการโพสต์อวดกันคือการตกหลุมถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยไม่รู้ตัว 


เป็นเอามากแล้วสวกวัดนาป่าพง ยี่ห้อพุทธวจน ขนาดคนโดนรถชนตาย ฆ่ากันตาย หนังสือพิมพ์ยังเบลอหน้าศพเพื่อให้เกียรติคนตาย

เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินสิ้นพระชนม์อย่าหวังเห็นพระศพ เพราะเขาถวายเกียรติ

แต่นี่อะไร ลูกหลาน ญาติกัน กลับเอาศพคนตายออกมาช่วยเจ้าสำนักโฆษณา จำเป็นหรือต้องทำแบบนี้ เพียงแค่อยากโฆษณาพุทธวจนของลัทธิตน ถึงขนาดขายศพพ่อแม่ให้กับลาภสักการะ คำเยินยอขนาดนี้เชียวหรือ นี่หรือชาวพุทธไทย งมงายยิ่งกว่าพ่นน้ำหมาก ขากเสลด ปลุกเสก ให้หวย ไหว้ศาล ที่ลัทธินี้เที่ยวติเตียนผู้อื่นเสียอีก

ความงมงายรูปแบบใหม่จากกลุ่มคนที่ยกตนว่าศึกษาคำพระศาสดา  ยกตนว่าพวกตนเท่านั้นที่รู้พุทธวจนะของจริง  พระพุทธเจ้าสอนให้เอารูปศพพ่อ ศพแม่ มาโพสต์อวดกันในพระสูตรไหนไม่ทราบ  คนโพสต์นี่จะทราบมั้ยว่า  รูปพ่อ รูปแม่ รูปญาติพวกท่านจะอยู่ในระบบอินเตอร์เน็ตไปนานเท่านั้น  เมื่อไหร่ที่ศรัทธาอยู่เหนือปัญญา  คนเหล่านี้คงมองพฤติกรรมตนเองอีกที ในแบบที่แทบจะให้อภัยในความโง่ของตนไม่ได้เลย